Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6028/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เฉพาะบทจากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 547/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้นให้ทำได้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 18 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหายคำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังได้ว่าคนร้ายคนหนึ่งมีและพาอาวุธปืนด้วย โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าขณะที่ผู้เสียหายหลบหนี จำเลยกับพวกลงไปอยู่ในคูน้ำข้างถนนมีคนร้ายคนหนึ่งร้องตะโกนบอกให้ขึ้นมาจากคูน้ำ ผู้เสียหายมองมายังถนนเป็นการมองจากไหล่ทางซึ่งอยู่ต่ำมายังถนนซึ่งอยู่ที่สูงกว่าสามารถเห็นใบหน้าคนร้ายทั้งหกได้อย่างชัดเจน ขณะนั้นมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณถนน

ผู้เสียหายพูดโต้ตอบกับคนร้ายว่า "พวกพี่จะทำอะไร ผมไม่รู้เรื่องอะไร" ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและมองเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย คนร้ายที่ชักปืนร้องบอกว่าหากมึงไม่ขึ้นมากูจะยิงมึง ผู้เสียหายจึงเดินขึ้นมาจากคูน้ำและถูกจำเลยกับพวกรุมทำร้ายจนล้มฟุบลง ศาลฎีกาได้พิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้ว ตรงจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนใกล้กับเสาไฟฟ้าสาธารณะย่อมมีแสงสว่างมากเพียงพอที่ผู้เสียหายจะมองเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย เมื่อไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นการมองเห็นของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนซึ่งต่ำกว่าจุดที่คนร้ายยืนอยู่ก็ตาม

เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นคนร้ายมีอาวุธปืนได้อย่างชัดเจน ประกอบกับที่ผู้เสียหายยอมเดินขึ้นมาจากคูน้ำก็เพราะถูกคนร้ายที่มีอาวุธปืนร้องบังคับให้ขึ้นมามิฉะนั้นจะถูกยิง หากผู้เสียหายไม่เห็นอาวุธปืนของคนร้ายแล้วย่อมจะไม่ขึ้นมาจากคูน้ำง่าย ๆ เพราะผู้เสียหายรู้ดีว่าจะต้องถูกจำเลยกับพวกทำร้ายตนเองอย่างแน่นอน ดังนั้นพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยนั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้จากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกมีปืนเป็นอาวุธหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์พวกของจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แม้ความผิดฐานปล้นทรัพย์ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่การปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาวุธ ปั้นปรีชา · มานัส เหลืองประเสริฐ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสมควร วิเชียรวรรณ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.853/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ755/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1349/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2552

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4505/2531

คนร้ายสามคนสวมหมวกไหมพรมแบบอ้ายโม่งเห็นเฉพาะใบหน้าบางส่วน คนร้ายใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายคุกเข่าก้มหน้าหมอบลงกับพื้น โดยผู้เสียหายคงได้ยินเสียงคนร้ายเท่านั้นดังนั้นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563

การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้