Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6030/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ข้อความตอนต้นในหนังสือแสดงเจตนาชำระหนี้แทน ก.จะกล่าวเท้าความถึงหนี้ของ ก. ที่โจทก์ค้ำประกันว่า เป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน แต่ตอนต่อมาโจทก์ได้ตกลงยินยอมชำระหนี้ที่ ก. มีต่อจำเลยที่ 1 ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนพันธบัตรที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้นำเงินมาชำระหนี้ของ ก. ทั้งหมดโดยมิได้กำหนดเงื่อนไขความรับผิดไว้ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบแล้วว่าขณะนั้น ก. เป็นหนี้จำเลยที่ 1 เกินวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของ ก. ที่มีต่อจำเลยที่ 1 โดยสิ้นเชิง หาใช่ยอมรับผิดเพียงไม่เกินวงเงินตามสัญญาค้ำประกันไม่ แม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะเบิกความว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงเจตนาชำระหนี้แทน ก. โดยสำคัญผิด แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เป็นเรื่องนอกประเด็นถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของนางกนกรัตน์กับจำเลยที่ 1 โดยมอบพันธบัตรของโจทก์ให้จำเลยที่ 1ไว้เป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หักเงินตามพันธบัตรดังกล่าวชำระหนี้เกินกว่าวงเงินตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินจำนวน 51,831.29 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวน 50,000 บาทให้แก่นางกนกรัตน์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2533 นั้น เป็นการจ่ายเงินในระหว่างที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางกนกรัตน์และสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ยังมีผลบังคับอยู่

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2533 โจทก์มีหนังสือแสดงเจตนายอมรับผิดร่วมกับนางกนกรัตน์ชำระหนี้ที่นางกนกรัตน์มีต่อจำเลยที่ 1 โดยสิ้นเชิงอีกด้วย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของนางกนกรัตน์ซึ่งทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 800,000 บาท และสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 70,000 บาท กับจำเลยที่ 1 สาขารามอินทรา โดยมอบพันธบัตรรัฐบาลให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมานางกนกรัตน์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ทวงถามให้โจทก์ชำระโจทก์ได้ไปติดต่อจำเลยที่ 1 และทำหนังสือตามเอกสารหมาย

ล.1แสดงเจตนาชำระหนี้แทนนางกนกรัตน์ โดยก่อนทำหนังสือดังกล่าวพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า นางกนกรัตน์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 จำนวน 900,000 บาทเศษ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ได้หักเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรของโจทก์ชำระหนี้ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความในเอกสารหมาย ล.1 แล้ว เห็นว่า ถึงแม้ข้อความตอนต้นจะกล่าวเท้าความถึงหนี้ของนางกนกรัตน์ที่โจทก์ค้ำประกันว่าเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 800,000 บาท และหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 70,000 บาท แต่ตอนต่อมาโจทก์ได้ตกลงยินยอมชำระหนี้ที่นางกนกรัตน์มีต่อจำเลยที่ 1 ทั้งหมดโดยสิ้นเชิงอีกทั้งยังยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนพันธบัตรที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้นำเงินมาชำระหนี้ของนางกนกรัตน์ทั้งหมดโดยมิได้กำหนดเงื่อนไขความรับผิดไว้แต่อย่างใด

ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทราบแล้วว่าขณะนั้นนางกนกรัตน์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 มีจำนวนถึง900,000 บาทเศษ เกินวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ของนางกนกรัตน์ที่มีต่อจำเลยที่ 1โดยสิ้นเชิงหาใช่ยอมรับผิดเพียงไม่เกินวงเงินตามสัญญาค้ำประกันไม่ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อที่ว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.1 โดยสำคัญผิด เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยโจทก์เบิกความถึงเรื่องดังกล่าวไว้ในชั้นพิจารณานั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้ในชั้นพิจารณาโจทก์จะเบิกความว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.1 โดยสำคัญผิดแต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีเป็นเรื่องนอกประเด็น ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา นาคพันธุ์ · สุทธิ นิชโรจน์ · ระพินทร บรรจงศิลป
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2558

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อโจทก์นั้นไม่มีข้อตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2557

ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่าการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับของผู้คัดค้าน โดยไม่มีการขอเรียกประชุมจากจำนวนผู้ถือหุ้นครบตามข้อบังคับ ไม่มีคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นไม่ว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11714/2553

ตามสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เป็นเหตุใ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2553 (เลขอ้างอิง 508236)

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องโดยขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มว่า จำเลยทั้งสามต่อเติมผนังคอนกรีตด้านหลังตึกแถวของจำเลยทั้งสามรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริตหรือไม่ด้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8587/2553

ตามคำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมปลอมทั้งฉบับ มิใช่ปลอมแค่เพียงบางส่วน ดังนั้น คำให้การที่ว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ 120,000 บาท เป็นเพียงเหตุผลประกอบการปฏิเสธเท่านั้น ประเด็นข้อพิพาทในค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้