Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6062/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นผู้ติดต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อขอนำเรือเข้าเทียบท่าและขนถ่ายสินค้าจากเรือเข้าโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยรายงานเรื่องเรือเข้าออกต่อกรมเจ้าท่าและกรมศุลกากรติดต่อกองตรวจคนเข้าเมืองให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจคนที่มากับเรือแจ้งให้บริษัทอ.ผู้รับสินค้าทราบถึงการมาถึงของสินค้าและให้ผู้รับสินค้าไปรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยจำเลยเป็นผู้ออกใบสั่งปล่อยสินค้าเป็นการกระทำแทนบริษัทผู้ขนส่งสินค้าเท่านั้นไม่พอให้ถือว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับบริษัทดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา616และมาตรา618ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาทและเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเรื่องรับขนของทางทะเลเพราะในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการนั้นและไม่ปรากฏจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในเรื่องดังกล่าวเมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งร่วมในการขนส่งสินค้าพิพาทจำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าพิพาทสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางเรือบริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด ได้สั่งซื้อฝ้ายบดชนิดเอาเมล็ดออกด้วยลูกกลิ้งแซมบัตจำนวน 607 มัด ในราคา ซี.แอนด์.เอฟ. (คือราคาสินค้ารวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และค่าระวางเรือจนถึงท่าเรือปลายทางโดยไม่รวมค่าประกันภัย) เป็นเงิน 175,160.01 ดอลลาร์สหรัฐโดยขนส่งสินค้าทางเรือจากประเทศซูดานมายังท่าเรือคลองเตยกรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวร่วมกับบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.) จำกัด โดยใช้เรือ"โกตา เบรานี" ขนส่งสินค้าจากประเทศซูดานมายังท่าเรือประเทศสิงคโปร์ แล้วขนถ่ายสินค้าลงเรือ "ไฮหยิง" ขนส่งจากประเทศสิงค์โปร์มาถึงท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2533 ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไป 93 มัดบริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด ได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์ โดยกำหนดทุนประกันภัยจำนวน 175,211 ดอลลาร์สหรัฐคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 25.54 บาทเป็นเงิน 4,474,488.90 บาท บริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัดเรียกร้องให้โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายได้โจทก์ได้ชำระค่าเสียหายจำนวน 753,948.72 บาท ให้แก่บริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 759,216.03 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 753,948.72 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า

จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งร่วมกับบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.) จำกัด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 753,948.72 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2534เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นผู้ติดต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อขอนำเรือไฮหยิงเข้าเทียบท่าและขนถ่ายสินค้าจากเรือไฮหยิงเข้าโรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รายงานเรื่องเรือเข้าออกต่อกรมเจ้าท่าและกรมศุลกากรติดต่อกองตรวจคนเข้าเมืองให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจคนที่มากับเรือไฮหยิง

แจ้งให้บริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด ผู้รับสินค้าทราบถึงการมาถึงของสินค้าและให้ผู้รับสินค้าไปรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยจำเลยเป็นผู้ออกใบสั่งปล่อยสินค้าเห็นว่า การกระทำต่าง ๆ ของจำเลยตามข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำแทนบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.)จำกัด ผู้ขนส่งสินค้าเท่านั้น ไม่พอให้ถือว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับบริษัทดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 และมาตรา 618 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาทและเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเรื่องรับขนของทางทะเล เพราะในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการนั้น และไม่ปรากฎจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในเรื่องดังกล่าว

ส่วนที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยร่วมกับบริษัทแปซิฟิคอินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.) จำกัดขนส่งสินค้าพิพาทโดยจำเลยได้ออกบันทึกใบถ่ายลำเรือที่ประเทศสิงคโปร์โดยเขียนระบุลงไปในเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งเป็นสำเนาของใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 ที่บริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.) จำกัดเป็นผู้ออก และจำเลยนำสืบว่าจำเลยรับรองตามเอกสารหมาย จ.7 ว่ามีการขนถ่ายสินค้าเปลี่ยนลำเรือจากเรือโกตาเบรานี มาเป็นเรือไฮหยิงที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อให้บริษัทเอเซียยูเนี่ยนจำกัด นำเอกสารดังกล่าวไปดำเนินพิธีการทางศุลกากรนั้น ก็ได้ความจากนายเฉลิม เหล่าประภัสสร กรรมการผู้จัดการบริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด พยานโจทก์ว่าผู้ขายเป็นผู้ว่าจ้างบริษัทแปซิฟิค

อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.) จำกัดขนส่งสินค้าพิพาทตลอดเส้นทางจากท่าเรือประเทศซูดานมายังท่าเรือกรุงเทพมหานคร โดยให้มีการขนถ่ายเปลี่ยนเรือได้ และได้ความจากนางสาวพิไล คล่องพิทยาพงษ์ พนักงานแผนกสินไหมทางทะเลของโจทก์ว่า จำเลยลงชื่อรับรองเอกสารหมาย จ.7 เพื่อให้บริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด นำไปทำพิธีทางศุลกากร เหตุที่มีการรับรองว่ามีการเปลี่ยนเรือที่ประเทศสิงคโปร์เพราะเรือไฮหยิงเป็นเรือบรรทุกสินค้ามายังกรุงเทพมหานคร กับได้ความจากนายสัญชัยวรวิทยานนท์ พนักงานออกสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดสัพพัญญูเอ็นเตอร์ไพร์ส ผู้ออกสินค้าพิพาทที่ท่าเรือคลองเตยให้แก่บริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัด ว่ามีการขนถ่ายสินค้าเปลี่ยนเรือที่ท่าเรือในประเทศสิงคโปร์ และเหตุที่ต้องมีระบุไว้ในเอกสารหมาย

จ.7 ว่าได้มีการขนถ่ายสินค้าเปลี่ยนไปยังเรือลำใหม่ก็เพื่อเป็นหลักฐานให้พยานสามารถนำเอกสารดังกล่าวไปทำพิธีการเกี่ยวกับสินค้าที่กรมศุลกากรได้ มิฉะนั้นชื่อเรือที่ขนส่งสินค้ามาจะไม่ตรงกันคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยรับรองในเอกสารหมาย จ.7ว่ามีการขนถ่ายสินค้าจากเรือโกตาเบรานี ลงเรือไฮหยิงที่ประเทศสิงค์โปร์เพื่อเป็นหลักฐานให้บริษัทเอเซียยูเนี่ยน จำกัดผู้รับสินค้านำเอกสารดังกล่าวไปทำพิธีการทางศุลกากรเกี่ยวกับสินค้านั้นได้ เห็นว่าแม้จำเลยได้รับรองเช่นนั้น ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับบริษัทแปซิฟิค อินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.)

จำกัดพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับบริษัทแปซิฟิคอินเตอร์เนชั่นแนล ไลน์ส (พีทีอี.) จำกัด และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะเมื่อจำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนส่งร่วมในการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าพิพาทสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 616 และมาตรา 618 และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากเจ้าของสินค้าผู้เอาประกันภัยมาเรียกเอาค่าเสียหายในการที่สินค้าพิพาทสูญหายในระหว่างการขนส่งนั้นพิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · จเร อำนวยวัฒนา · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้