Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6093/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องของโจทก์ร่วม และบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ขายทรัพย์สินของตนให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดือนละ 30,000 บาท ในคดีที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในฐานโกงเจ้าหนี้นั้น มิใช่กรณีที่โจทก์ร่วมรับได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้อง ให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 กลับโอนขายไม้ยางพาราให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 350,000 บาท ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองกระทำไปเพื่อมิให้ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจากจำเลยที่ 1 เหตุเกิดที่ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบุญถม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 (ที่ถูก วันที่ 15 กันยายน 2546) ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2548 รวมเป็นเงิน 849,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ร่วมสามารถใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้จากคดีเดิม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ที่ถูก อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะคดีสำหรับจำเลยที่ 1)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 43 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ร่วม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่64/2548 ต่อมาจำเลยที่ 1 โค่นต้นยางพาราในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินนำไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 350,000 บาทแต่จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำพิพากษาดังกล่าว

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองตามขอหรือไม่นั้นโจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2546 ตลอดมา โจทก์ร่วมจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย

ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์ร่วมจะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมได้ต่อเมื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองโดยตรง แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขายทรัพย์สินของตนให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อมิให้โจทก์ร่วมได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ที่โจทก์ร่วมเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดือนละ 30,000 บาท นั้นเป็นค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 จึงมิใช่กรณีที่โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง

โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำขอส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน พฤติการณ์แห่งคดีไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนักและโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็เป็นโทษจำคุกระยะสั้น การลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไปทีเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีในการแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดี ประกอบกับตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองได้ความว่า จำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการขายยางพาราให้แก่จำเลยที่ 2 ไปลงทุนปลูกต้นยางพาราแทนต้นยางพาราเดิมที่ตัดขายไปอันเป็นอาชีพของจำเลยที่ 1 และใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2 คน ซึ่งนับว่ามีเหตุอันควรปรานี

การให้โอกาสจำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองได้แก้ไขฟื้นฟูตนเอง โดยรอการลงโทษจำเลยทั้งสองน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รอการลงโทษจำเลยทั้งสองและปรับด้วยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมยศ เข็มทอง · ไชยยงค์ คงจันทร์ · เมทินี ชโลธร
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดไชยา - นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.7901/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ702/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ517/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้