Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6099/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้อง มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวเมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว ผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใดหามีความสำคัญไม่ พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 จำเลยกรอกใบสมัครเพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าจำเลยจบการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย ความจริงแล้วจำเลยไม่ได้จบการศึกษาชั้นดังกล่าว อันเป็นการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานผู้รับสมัครเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137กับแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามแผนการศึกษาของชาติในความหมายของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 19(1)ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2523 มาตรา 6 นั้น หมายถึงหลักสูตรหรือแผนการศึกษาของชาติในขณะที่ผู้นั้นสอบไล่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้เมื่อปรากฏว่าจำเลยสอบไล่ได้ตามหลักสูตรประโยคมัธยมวิสามัญศึกษาตอนปลายมัธยมปีที่ 6 ในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งขณะนั้นแผนการศึกษาของชาติที่ใช้บังคับอยู่คือแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 สำหรับชั้นมัธยมศึกษาแยกออกเป็น 3 สาย ในสาย ข. มัธยมวิสามัญศึกษาซึ่งมีชั้นมัธยมวิสามัญตอนปลายเพียงแค่มัธยมปีที่ 6 เท่านั้น จึงถือว่าจำเลยสอบไล่ได้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามแผนการศึกษาของชาติพ.ศ. 2494 แล้ว จำเลยจึงเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 19(1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 ที่แก้ไขแล้ว การที่จำเลยสมัครรับเลือกรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้จะกรอกคุณสมบัติทางการศึกษาลงในใบสมัครไม่ตรงต่อความจริง ก็ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 26 การที่จำเลยกระทำผิดโดยแจ้งคุณสมบัติทางการศึกษาเป็นเท็จเป็นเพราะจำเลยเข้าใจผิดว่าตนไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งความจริงแล้วจำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดและพฤติการณ์สิ่งแวดล้อมแล้ว สมควรรอการลงโทษไว้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 56 ป.อ. มาตรา 90 ป.อ. มาตรา 137 ป.อ. มาตรา 267 ป.วิ.อ. มาตรา 120 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 19 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 26 ป.วิ.อ. มาตรา 2 ป.วิ.อ. มาตรา 121

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 26, 84 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 137, 267 และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด10 ปี

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267 กรรมหนึ่ง ลงโทษตาม มาตรา 267 บทหนัก จำคุก2 ปี ปรับ 4,000 บาท มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 26, 84 อีกกรรมหนึ่งจำคุก 1 ปี รวมจำคุก3 ปี ปรับ 4,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษโดยไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยข้อแรกที่ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดมิใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 26, 84 จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้จะเป็นผู้ใดหามีความสำคัญไม่ ฉะนั้นที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงฟังไม่ขึ้น"และศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้จบการศึกษาชั้นประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียน ชุณหวัน วิทยานุสรณ์แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "การที่จำเลยกรอกใบสมัครว่าจำเลยจบการศึกษาประโยคชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อันเป็นการแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานผู้รับสมัคร จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 กับแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 อีกบทหนึ่งอันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า

จำเลยเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนสุรินทร์ราษฎร์บำรุงเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2503 จำเลยจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การที่จำเลยสมัครรับเลือกตั้งดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 26, 84 ตามที่โจทก์ฟ้องพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาโดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า จำเลยสอบไล่ได้ตามหลักสูตรประโยคมัธยมวิสามัญศึกษาตอนปลายมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนสุรินทร์ราษฎร์บำรุงเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2503 คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า การเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งเป็นปีที่จำเลยสอบไล่ได้เป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามแผนการศึกษาของชาติในความหมายของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พ.ศ. 2522 มาตรา 19(1) หรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522มาตรา 19(1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2523 มาตรา 6 บัญญัติว่า"บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเป็นบิดาเป็นคนต่างด้าว จะเป็นผู้สมัครได้ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 18 และมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย(1) เป็นผู้ได้เข้าเรียนอยู่ในโรงเรียนตามกำหนดเวลา และสอบไล่ได้ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามแผนการศึกษาของชาติ หรือได้เข้าเรียนอยู่ในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศตามกำหนดเวลามาโดยตลอดจนมีความรู้ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่าหรือรับรองว่าเทียบได้ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือแผนการศึกษาของชาติ"

คำว่า มัธยมศึกษาตอนปลายตามมาตรา 19(1) นี้ จึงมีความหมาย 2 ประการ คือ มัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการประการหนึ่ง หรือมัธยมศึกษาตอนปลายตามแผนการศึกษาของชาติอีกประการหนึ่ง แต่มาตรา 19(1) นี้มิได้ระบุว่า หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือแผนการศึกษาของชาติจะต้องเป็นหลักสูตรหรือแผนการศึกษาของชาติในปี พ.ศ. ใดโดยเฉพาะเมื่อได้พิจารณาถึงถ้อยคำในบทบัญญัติมาตรา 19(1) เดิม ก่อนที่จะมีการแก้ไขใช้ถ้อยคำว่า "เป็นผู้ได้เข้าอยู่ในโรงเรียนตามกำหนดเวลาและสอบไล่ได้ไม่ต่ำกว่าชั้นมัธยมปีที่ 8 หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือมัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามแผนการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2520 แล้วแต่กรณี

ฯลฯ" บทบัญญัติของมาตรา 19(1) ที่แก้ไขใหม่นี้ได้ตัดข้อความว่า "ชั้นมัธยมปีที่ 8หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5" และ "พ.ศ. 2520" ท้ายข้อความว่า"ตามแผนการศึกษาของชาติ" ออก แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของบทมาตรา 19(1)ซึ่งได้แก้ไขให้แตกต่างไปจากบทบัญญัติเดิมว่า ไม่ประสงค์จะให้ผู้สมัครจะต้องสอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามแผนการศึกษาของชาติพ.ศ. 2520 แต่ประการใด ดังนั้นคำว่าหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือแผนการศึกษาของชาติตาม มาตรา 19(1) ที่ได้แก้ไขแล้ว จึงหมายถึงหลักสูตรหรือแผนการศึกษาของชาติในขณะที่บุคคลนั้น ๆ สอบไล่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 6 ในปี

พ.ศ. 2503 ซึ่งขณะนั้นแผนการศึกษาของชาติที่ใช้บังคับอยู่คือ แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 ซึ่งแบ่งการศึกษาออกเป็นขั้น ๆ คือก. การศึกษาชั้นอนุบาลข. ประถมศึกษาค. มัธยมศึกษาง. เตรียมอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาชั้นสูงจ. อุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยสำหรับชั้นมัธยมศึกษาแยกออกเป็น 3 สายคือก. มัธยมสามัญศึกษา ...ฯลฯ...ข. มัธยมวิสามัญศึกษา ได้แก่การศึกษาวิชาซึ่งเป็นพื้นความรู้สำหรับไปศึกษาต่อในชั้นเตรียมอุดมศึกษา หรืออาชีวศึกษาจัดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมวิสามัญตอนต้น ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 และชั้นมัธยมวิสามัญตอนปลายปีที่ 4 ถึงปีที่ 6ค. มัธยมอาชีวศึกษา....ฯลฯ....ดังนี้ มัธยมศึกษาตามแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2494 ในสาย ข.มัธยมวิสามัญศึกษา จึงมีชั้นมัธยมวิสามัญตอนปลายเพียงแค่มัธยมปีที่ 6 เท่านั้น

เมื่อจำเลยสอบไล่ชั้นมัธยมปีที่ 6 ในปี พ.ศ. 2503จึงถือว่าจำเลยสอบไล่ได้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายตามแผนการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2494 แล้ว จำเลยจึงเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19(1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 การที่จำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้จะกรอกคุณสมบัติทางการศึกษาลงในใบสมัครไม่ตรงต่อความจริงก็ไม่เป็นความผิดตามบทมาตราที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522มาตรา 26 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่าความผิดดังกล่าวจะเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และมาตรา 267 หรือไม่ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น

เห็นว่าจำเลยเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์เมื่อปีพ.ศ. 2526 ได้ทำงานเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก การที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ โดยแจ้งคุณสมบัติทางการศึกษาเป็นเท็จ เชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยเข้าใจผิดว่า ตนไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งความจริงแล้วจำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดและพฤติการณ์สิ่งแวดล้อมแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปโดยให้รอการลงโทษไว้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกของจำเลยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีให้ยกฟ้องในความผิด ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 และไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยนอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · ศักดิ์ สนองชาติ · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2559

แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่ ภ. และจำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558

ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็นไปตาม ป.ที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15791/2553

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ภายในอายุความและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว ย่อมสันนิษฐานได้ว่ามีการร้องทุกข์และมีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้คัดค้านโดยเสนอหรือนำส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3941/2541

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 137,157, 267, 268 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 137 และ267 ด้วย หากแต่เป็นการกระทำด้วยเจตนาเดียวคือเพื่อช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวในการขอมีบัตรปร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3804/2540

ในการผลิตยาแผนโบราณตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 นอกจากผู้ผลิตจะต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 46 วรรคหนึ่งแล้ว ยังต้องปรากฏว่ายาแผนโบราณที่จะผลิตนั้นต้องเป็นยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ด้วย ต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้