Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6108/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการขอส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนและไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ แต่เมื่อการติดตั้งฟิล์มกรองแสงเป็นของแถมที่จำเลยที่ 2 เสนอให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดไว้ด้วยความประณีตเรียบร้อยใช้การได้ดีเหมาะสมแก่รถยนต์พิพาท แต่จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบควบคุมคุณภาพการติดตั้งจนเกิดความเสียหาย แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้รับผิดในจำนวนค่าเสียหายนี้มาให้ครบถ้วนถูกต้อง และวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นตามฟ้อง ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายตามความเหมาะสม แม้จะเกินกว่าที่ปรากฏในคำขอบังคับของโจทก์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 โดยให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดในสัญญาซื้อรถยนต์ให้โจทก์ใหม่ทุกบานเพื่อให้สอดคล้องกับกระจกบานอื่น และตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้าให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการลอกฟิล์มเก่าออก อันเป็นความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาทในระหว่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่ หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้อีกด้วย เมื่อความเสียหายเกิดจากการติดฟิล์มกรองแสงซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายหลัง เป็นความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามข้อตกลงไม่ได้เกิดจากความบกพร่องในการผลิตรถยนต์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 5,466,469.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,399,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินวันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมารับมอบรถยนต์พิพาทคืนจากโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน คืนค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาอุทธรณ์ 750 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันและรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยทั้งสองต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการรถยนต์ที่ประกอบและนำเข้าจากประเทศในทวีปยุโรปมาจำหน่ายในประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2560 โจทก์จองซื้อรถยนต์ยี่ห้อ บ. แบบซีดาน สีขาว ซึ่งเป็นรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศโดยวางมัดจำแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดส่งมอบกันในวันที่ 25 เมษายน 2560 เมื่อถึงกำหนดโจทก์ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ยังไม่สามารถส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์เนื่องจากต้องรอติดตั้งฟิล์มกรองแสงก่อนและเลื่อนการส่งมอบไปภายในเดือนเมษายน 2560 ครั้นวันที่ 29 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์

ต่อมาโจทก์ตรวจพบรอยเส้นสีขาวที่กระจกหลังของรถยนต์พิพาท โจทก์จึงไปพบตัวแทนจำเลยที่ 2 บริษัท อ. ผู้รับจ้างติดฟิล์มกรองแสงให้แก่จำเลยที่ 2 เสนอที่จะติดตั้งฟิล์มกรองแสงให้โจทก์ใหม่ แต่โจทก์ประสงค์จะขอเปลี่ยนรถยนต์หรือเลิกสัญญาและคืนรถยนต์พิพาทแก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า รถยนต์พิพาทมิได้มีความชำรุดบกพร่อง รอยเส้นสีขาวเป็นรอยกาวที่เกิดจากการลอกฟิล์มกรองแสงที่ติดตั้งเดิมออก แล้วนำฟิล์มกรองแสงแผ่นเดิมมาติดตั้งใหม่ รอยกาวดังกล่าวจึงเป็นเสมือนรอยจำลองมาจากเส้นลวดไล่ฝ้าที่ติดตั้งมากับรถยนต์พิพาทแต่เดิมและเส้นลวดวงจรระบบไล่ฝ้าไม่ขาด จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่ารถยนต์พิพาท 4,399,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มิได้ส่งมอบรถยนต์ที่มีความชำรุดบกพร่องให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการขอส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 2 และไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่ารถยนต์พิพาท 4,399,000 บาท แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการติดตั้งฟิล์มกรองแสงอันเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเลยที่ 2 เสนอเป็นของแถมให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ก็ต้องติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดไว้ด้วยความประณีตเรียบร้อยสามารถใช้การได้ดีเหมาะสมแก่รถยนต์พิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นรถยนต์ใหม่ แต่จำเลยที่ 2 มิได้ติดตามตรวจสอบควบคุมคุณภาพในระหว่างการติดตั้งฟิล์มกรองแสงจนเกิดความเสียหายดังกล่าว

แม้โจทก์มิได้มีคำขอให้รับผิดในจำนวนค่าเสียหายนี้มาให้ครบถ้วนถูกต้อง และวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายของโจทก์ที่เกิดขึ้นตามฟ้อง แต่ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายตามความเหมาะสมแม้จะเกินกว่าที่ปรากฏในคำขอบังคับของโจทก์ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ซึ่งความเสียหายในส่วนการติดตั้งฟิล์มกรองแสง สมควรบังคับให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการติดตั้งฟิล์มกรองแสงตามชนิดยี่ห้อที่กำหนดในสัญญาซื้อรถยนต์ให้โจทก์ใหม่ แต่เนื่องจากนับแต่วันส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ คือ วันที่ 29 เมษายน 2560 จนถึงวันที่ศาลฎีการับฎีกาคดีนี้มาเป็นเวลาประมาณ 3 ปีเศษ

หากติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่เฉพาะกระจกบานหลัง สีฟิล์มกรองแสงอาจไม่สอดคล้องกับกระจกบานอื่น สมควรให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ใหม่ทุกบาน และตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้ากระจกทุกบานให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการลอกฟิล์มเก่าออก อันเป็นความเสียหายที่จำเลยที่ 2 จำต้องรับผิดในผลนั้น และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาทในระหว่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่วันละ 4,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด สมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 40,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่

นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการรถยนต์ที่ประกอบและนำเข้าจากประเทศในทวีปยุโรปมาจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากการติดตั้งฟิล์มกรองแสงซึ่งเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มาติดตั้งภายหลัง อันเป็นความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตามข้อตกลง มิใช่ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องในการผลิตรถยนต์เพื่อขายของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการติดฟิล์มกรองแสงและตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้าให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีภายในเวลาที่กำหนดนั้นเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ใหม่ทุกบาน และทำการตรวจสอบระบบวงจรไล่ฝ้ากระจกทุกบานให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้การได้ดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบรถยนต์พิพาท และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถยนต์พิพาทในระหว่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงใหม่วันละ 4,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสระบุรี - นางสาวโกมลลดา ไกรสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)379/2563
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ผบ.1236/2561
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้