คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2532 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เวลากลางวันติดต่อกันจำเลยทั้งสองกับพวกซึ่งหลบหนีได้ร่วมกันกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางาน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปรวมทั้งนายคำปุ่น ยวดดี นายประสิทธิ์ บุญเกตุนายสมควร ทองแถม และนายสมคิดหรือนิคม หอมเนตร ผู้เสียหายว่าจำเลยทั้งสองกับพวกสามารถจัดส่งคนงานไปประเทศสิงคโปร์ได้เมื่อสมัครและเสียค่าบริการตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองกับพวกกำหนด โดยคนงานจะได้รับค่าจ้างตอบแทนจากนายจ้างเป็นเงินจำนวนสูง ซึ่งเป็นความเท็จ
ความจริงจำเลยทั้งสองกับพวกเพียงแต่นำคนหางานไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ได้ แต่ไม่สามารถจัดให้คนหางานได้ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกกล่าวอ้างแต่อย่างใด หากแต่กล่าวอ้างด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อมาสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวก การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อจึงมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกไปโดยนายคำปุ่น จ่ายเงิน 39,000 บาท นายประสิทธิ์จ่ายเงิน 50,000 บาท นายสมควรและนายสมคิดหรือนิคมจ่ายเงินคนละ 45,000 บาท รวมเป็นเงิน 179,000 บาท แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอเมืองหนองคาย
จังหวัดหนองคายตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม และตำบลหมากแข้งอำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 และสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินรวม 179,000 บาทแก่ผู้เสียหายด้วยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 341) พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30 (ที่ถูกมาตรา 30 วรรคหนึ่ง), 82เรียงกระทงลงโทษ ฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ3 ปี และปรับคนละ 60,000 บาท ฐานฉ้อโกงประชาชนจำคุกคนละ1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ70,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ35,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ปรากฏตามคำแถลงของผู้เสียหายว่าได้รับเงินคืนครบถ้วนแล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528คงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 341, 343 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ตามฟ้องโจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทั้งสองฐานแยกกันมากล่าวคือฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์บรรยายในข้อ ก. ว่า จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และฐานฉ้อโกงประชาชน โจทก์บรรยายในข้อ ข. ว่าจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวได้บังอาจร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้เสียหายทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานยังประเทศสิงคโปร์ได้เมื่อสมัครและเสียค่าบริการสมัครไปทำงานตามจำนวนที่จำเลยทั้งสองกับพวกกำหนดไว้ โดยคนหางานจะได้รับค่าจ้างตอบแทนจากนายจ้างเป็นเงินจำนวนสูงซึ่งเป็นความเท็จ
ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองกับพวกเพียงแต่นำคนหางานไปประเทศสิงคโปร์ได้ แต่ไม่สามารถจัดให้คนหางานได้ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกกล่าวอ้าง การกล่าวอ้างดังกล่าวก็เพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อมาสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง และด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยทั้งสองกับพวกดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบเงินจำนวนตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ข้อ ข. แม้จะมีข้อความว่าจำเลยทั้งสองกับพวกไม่สามารถจัดให้คนหางานได้ทำงานในต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกกล่าวอ้าง แต่ก็ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่า
จำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีเจตนาประกอบธุรกิจจัดหางานตามที่บรรยายไว้ในข้อ ก. การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องจึงเป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 (ที่ถูกมาตรา 30 วรรคหนึ่ง) 82 และยกฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น