Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6133/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลย รวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน 1,260,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าก่อสร้างเป็น 4 งวด งวดที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาทภายหลังมีการเลิกสัญญาก่อสร้างเมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารให้จำเลยจนครบงวดงานที่ 1 แล้ว โดยจำเลยชำระค่าวัสดุแทนโจทก์ ไปจำนวน 132,612 บาท และโจทก์เบิกเงินค่าแรงงานไปจากจำเลย จำนวน 82,832 บาท จำเลยคงค้างงานอยู่อีก 84,556 บาท เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมส่วนที่เป็นงานอันได้กระทำให้แก่กันแล้ว ให้ชดใช้กันด้วยเงินตามควรค่าแห่งงานนั้น ๆ ดังนี้ เมื่อขณะที่ยังมีข้อสัญญาที่ต้องปฏิบัติต่อกันโจทก์ได้ทำงานให้แก่จำเลยไปบ้างแล้ว ภายหลังเมื่อมีการเลิกสัญญา จำเลยย่อมต้อง ใช้ค่างานแก่โจทก์ตามที่ได้กระทำให้จำเลยไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่างานที่เหลือจำนวน 84,556 บาทจากจำเลยได้ ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างให้โจทก์รับเหมาก่อสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยตั้งโดยตกลงจะก่อสร้างตามแบบแปลนอาคารที่จำเลยเสนอรวมเป็นเงิน 1,260,000 บาท จำเลยตกลงชำระค่าวัสดุและค่าก่อสร้างเป็น 4 งวด หลังจากทำสัญญาโจทก์เริ่มก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยตามสัญญา โดยจัดหาช่างและจัดซื้อวัสดุก่อสร้างโดยเงินของโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยได้ผิดสัญญากล่าวคือ เมื่อโจทก์ทำงานตามงวดงานในงวดที่ 1 เสร็จ โจทก์ขอเบิกค่าก่อสร้างและค่าวัสดุจำนวน 300,000 บาท แต่จำเลยไม่ยอมชำระโจทก์จึงไม่สามารถก่อสร้างอาคารตามสัญญาได้ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกเลิกสัญญาโดยให้จำเลยชำระค่างวดและค่าวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 563,770 บาท จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่เพิกเฉย

ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์ ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงเลิกจ้างต่อกันโดยตกลงกันว่าค่าก่อสร้างตามงวดแรกทั้งหมดจำนวน 300,000 บาทโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับ โดยให้จำเลยชำระหนี้แทนร้านค้าต่าง ๆในเขตอำเภอปากพนัง และเกี่ยวกับเงินค่าแรงคนงานทั้งหมดจำนวน 82,832 บาท ให้โจทก์เป็นผู้ชำระ ส่วนจำเลยชำระหนี้แทนโจทก์จำนวน 175,732 บาท สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 84,556 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 84,556 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันแล้ว ไม่มีข้อผูกพันตามสัญญาที่จะบังคับต่อกันอีกโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นในคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2536 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคาร 1 ชั้น ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 16 เมตร 6 หลัง ในที่ดินของจำเลยรวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน 1,260,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าก่อสร้างเป็น 4 งวดงวดที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท ภายหลังมีการเลิกสัญญาก่อสร้างเมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารให้จำเลยจนครบงวดงานที่ 1 แล้ว โดยจำเลยชำระค่าวัสดุแทนโจทก์ไปจำนวน 132,612 บาท และโจทก์เบิกเงินค่าแรงงานไปจากจำเลยจำนวน 82,832 บาท

จำเลยคงค้างค่างานอยู่อีก 84,556 บาท เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นงานอันได้กระทำให้แก่กันแล้วให้ชดใช้กันด้วยเงินตามควรค่าแห่งงานนั้น ๆ คดีนี้เมื่อขณะที่ยังมีข้อสัญญาที่ต้องปฏิบัติต่อกันโจทก์ได้ทำงานให้แก่จำเลยไปบ้างแล้ว ภายหลังเมื่อมีการเลิกสัญญา จำเลยย่อมต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ตามที่ได้กระทำให้จำเลยไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่างานที่เหลือจำนวน 84,556 บาท จากจำเลยได้ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริม บุญทรงสันติกุล · อุระ หวังอ้อมกลาง · สิงหะ สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16349/2555

โจทก์ฎีกาว่า เงินจำนวน 344,250 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์เป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้าและจำเลยทั้งสองจะต้องคืนแก่โจทก์หรือไม่ สัญญาซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและสัญญาจ้างเหมาค่าแรงงานติดตั้งระบบไฟฟ้า แบ่งการท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2409/2551

การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายโครงการ ก. ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยในข้อ 7.2 มีข้อความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงและยอมรับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกค้าเฉพาะรายที่ได้จองหรือซื้อที่ดินและ/หร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6314/2550

เมื่อโจทก์ทำงานงวดที่สองชำรุดบกพร่องไม่ถูกต้องตามสัญญาจ้าง และจำเลยได้ให้โจทก์แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนแต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมแก้ไข โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1497/2549

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ข้อ 138 ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาระบุว่า หากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้าง ให้ส่วนราชการพิจารณาดำเนินการบอกเลิกสั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้