Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 61343)

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจโดยขอรอการลงโทษ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพรวมกับคำแถลงซึ่งหากอ่านรวมกันแล้วจะแปลได้ว่า จำเลยไม่ทราบถึงการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จะถือว่าเป็นคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือไม่และฎีกาข้อ 2.2ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงอาญาแก่จำเลย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 24)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265,268,91 ฯลฯ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522มาตรา 42,64,66 ฐานปลอมและใช้ใบขับขี่ ฯ ปลอม ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคท้าย โดยวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265จำคุก 3 ปี ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตปรับ 600 บาท รวมจำคุก3 ปี และปรับ 600 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 300 บาท ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 22)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 24)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คำให้การของจำเลยระบุชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อหา แม้จำเลยจะยื่นคำแถลงประกอบการพิจารณาเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษ แต่ศาลชั้นต้นก็รับคำแถลงนี้เป็นคำร้องขอรอการลงโทษ มิได้รับเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นรับคำแถลงของจำเลยรวมเป็นคำให้การจำเลย และเมื่อพิจารณาคำให้การและคำแถลงรวมกันแล้วถือไม่ได้ว่าเป็นการให้การรับสารภาพนั้น จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าศาลชั้นต้นรับคำแถลงของจำเลยรวมเป็นคำให้การจำเลย ซึ่งขัดกับคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างเห็นได้ชัดจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนฎีกาจำเลยในข้อ 2.2 ของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้นก็ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวไว้เพียงพอแล้วศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 55/2531พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายอังกูร ชื่นอารมณ์จำเลยนายขจรศักดิ์ ฉิมสุข ทนายจำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า

จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจโดยขอรอการลงโทษ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพรวมกับคำแถลงซึ่งหากอ่านรวมกันแล้วจะแปลได้ว่า จำเลยไม่ทราบถึงการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จะถือว่าเป็นคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือไม่และฎีกาข้อ 2.2ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงอาญาแก่จำเลย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 24)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265,268,91 ฯลฯ

พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522มาตรา 42,64,66 ฐานปลอมและใช้ใบขับขี่ ฯ ปลอม ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคท้าย โดยวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265จำคุก 3 ปี ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตปรับ 600 บาท รวมจำคุก3 ปี และปรับ 600 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 300 บาท ฯลฯจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 22)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 24)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คำให้การของจำเลยระบุชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องตลอดข้อหา แม้จำเลยจะยื่นคำแถลงประกอบการพิจารณาเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษ แต่ศาลชั้นต้นก็รับคำแถลงนี้เป็นคำร้องขอรอการลงโทษ

มิได้รับเป็นส่วนหนึ่งของคำให้การฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 ที่ว่า ศาลชั้นต้นรับคำแถลงของจำเลยรวมเป็นคำให้การจำเลย และเมื่อพิจารณาคำให้การและคำแถลงรวมกันแล้วถือไม่ได้ว่าเป็นการให้การรับสารภาพนั้น จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าศาลชั้นต้นรับคำแถลงของจำเลยรวมเป็นคำให้การจำเลย ซึ่งขัดกับคำสั่งศาลชั้นต้นอย่างเห็นได้ชัดจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนฎีกาจำเลยในข้อ 2.2 ของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้นก็ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวไว้เพียงพอแล้วศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · เจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9888/2558

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2556

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้