Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6136/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีหนังสือถึงเทศบาลเมืองอุบลราชธานีจำเลยแจ้งว่าโจทก์ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยใช้เป็นสถานีขนส่งโดยมีข้อความระบุว่า"ที่ดินดังกล่าวนี้ข้าพเจ้ายินดีและตกลงยกให้เทศบาลเมืองอุบลฯจำนวนเนื้อที่ประมาณ5ไร่เพื่อให้จัดทำเป็นสถานีขนส่งทางบกผู้ยกให้และผู้รับจะได้ทำการโอนทางทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็วหลังจากกรมขนส่งอนุญาตแล้ว"ซึ่งต่อมาจำเลยได้ว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งลงในที่พิพาทและโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกำหนดให้สถานที่ที่โจทก์ก่อสร้างดังกล่าวเป็นสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีหลังจากนั้นโจทก์ก็ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่จำเลยดังนี้ถือว่าจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนเรื่องการจัดตั้งสถานีขนส่งเรียบร้อยทุกขั้นตอนแล้วส่วนการที่ภายหลังต่อมากระทรวงคมนาคมประกาศยกเลิกสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุบลราชธานีนั้นเป็นเรื่องที่ทางราชการเห็นว่าสภาพและสภาวะปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะใช้ที่พิพาทเป็นสถานีขนส่งอีกต่อไปซึ่งไม่มีผลย้อนหลังให้ที่พิพาทซึ่งโจทก์ได้จดทะเบียนโอนเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยไปแล้วกลับคืนไปยังโจทก์อีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2508 โจทก์และเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4208 ตำบลแจระแม อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี ได้เสนอยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยมีเงื่อนไขว่าจะทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้หลังจากที่กรมการขนส่งทางบกกระทรวงคมนาคม อนุญาตให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสถานีขนส่งแล้วหากไม่อนุญาตถือว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่เสมือนไม่เคยยกให้จำเลย วันที่ 9 กันยายน 2508 จำเลยทำสัญญาให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งในที่ดินแปลงดังกล่าวด้วยทุนทรัพย์ของโจทก์แล้วให้อาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทันที โดยโจทก์มีสิทธิเก็บผลประโยชน์จากการเป็นสถานีขนส่งเป็นเวลา 2 ปี ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2510 กระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4208 เป็นสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีโจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยเมื่อวันที่1 ตุลาคม 2511 แต่ปรากฏว่าภายหลังทางราชการมิได้ดำเนินการให้เป็นสถานีขนส่งสมบูรณ์แบบโดยไม่บังคับให้รถโดยสารเข้าหยุดหรือจอดในบริเวณสถานีขนส่ง

ไม่จัดระเบียบการเดินรถ ไม่ประกาศเก็บค่าบริการจากผู้ประกอบการขนส่งในสถานีขนส่ง ครั้นเมื่อวันที่18 กันยายน 2530 กระทรวงคมนาคมประกาศยกเลิกสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีในที่ดินแปลงดังกล่าว ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4208ซึ่งเป็นที่พิพาทไม่สามารถใช้เป็นสถานีขนส่งได้อีกต่อไป เงื่อนไขการยกที่ดินให้จำเลยจึงสิ้นสุดลง โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทพร้อมอาคารคืน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4208 ตำบลแจระแมอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี คืนให้โจทก์และเจ้าของรวมเดิม หากไม่โอนให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งก่อสร้างคืนแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำเพราะโจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในเรื่องเดียวกันกับคดีนี้มาครั้งหนึ่งแล้วและศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ใช้ที่พิพาทและอาคารที่โจทก์ก่อสร้างเป็นสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทดังกล่าวให้จำเลย การที่ต่อมาสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีหมดความจำเป็นและถูกยกเลิกไปไม่เข้ากรณีตามเงื่อนไขที่โจทก์อ้าง โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกที่พิพาทคืนจำเลยครอบครองที่พิพาทมาเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้วจึงได้กรรมสิทธิ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น

พิพากษายก ฟ้องโจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่าเดิมโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทโฉนดเลขที่ 4208 ตำบลแจระแม อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 8 กันยายน 2508 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยใช้เป็นสถานีขนส่งตามเอกสารหมาย จ.2 วันที่ 9 กันยายน 2508 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งในที่พิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์เมื่อก่อสร้างเสร็จกรรมสิทธิ์ในอาคารเป็นของจำเลยโดยให้โจทก์มีสิทธิเก็บผลประโยชน์ในสถานีขนส่งเป็นเวลา 2 ปี ตามเอกสารหมาย

จ.3โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งจนแล้วเสร็จรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ใช้ที่พิพาทเป็นสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2510 เป็นต้นไป ตามเอกสารหมาย จ.4โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้จำเลยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม2511 ตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2530กระทรวงคมนาคมประกาศยกเลิกสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุบลราชธานีตามเอกสารหมาย จ.5 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเมื่อทางราชการได้ประกาศยกเลิกการเป็นสถานีขนส่งบนที่พิพาทแล้วจะเข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขในเอกสารหมาย จ.2โดยถือว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาทหรือไม่เมื่อพิเคราะห์ข้อความตามเอกสารหมาย

จ.2 ที่ว่า "ที่ดินดังกล่าวนี้ข้าพเจ้ายินดีและตกลงยกให้เทศบาลเมืองอุบลฯ จำนวนเนื้อที่ประมาณ5 ไร่ เพื่อให้จัดทำเป็นสถานีขนส่งทางบก ผู้ยกให้และผู้รับจะได้ทำการโอนทางทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็วหลังจากกรมขนส่งอนุญาตแล้ว" ซึ่งต่อมาจำเลยได้ว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งลงในที่พิพาทตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศกำหนดให้สถานที่ที่โจทก์ก่อสร้างดังกล่าวเป็นสถานีขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีตามประกาศเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งลงวันที่ 24 มกราคม 2510 หลังจากนั้นโจทก์ก็ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่จำเลยเมื่อวันที่1 ตุลาคม 2511 ตามเอกสารหมาย

จ.1 ดังนี้ถือว่าจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนเรื่องการจัดตั้งสถานีขนส่งเรียบร้อยทุกขั้นตอนแล้วทั้งเป็นการสอดคล้องกับข้อความที่เจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องราวได้เกษียนสั่งในมุมล่างด้านซ้ายของเอกสารหมาย จ.2 ว่า "คณะเทศมนตรีได้พิจารณาแล้ว รับดำเนินการตามที่ผู้ยกให้ประสงค์ เรื่องราวการจัดสถานีขนส่งดำเนินการต่อไป" ส่วนการที่กระทรวงคมนาคมประกาศยกเลิกสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อวันที่18 กันยายน 2530 ตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น เป็นเรื่องที่ทางราชการเห็นว่าสภาพและสภาวะปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะใช้ที่พิพาทเป็นสถานีขนส่งอีกต่อไปซึ่งไม่มีผลย้อนหลังให้ที่พิพาทซึ่งโจทก์ได้จดทะเบียนโอนเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยไปแล้วกลับคืนไปยังโจทก์อีกที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและมิใช่ปัญหาวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย หมวดเมือง · ก้าน อันนานนท์ · อัครวิทย์ สุมาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้