Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 61735)

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ในความผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้บทลงโทษจำเลยจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,59 เป็น มาตรา 295,68,69 ซึ่งเป็นการแก้ไขมาก และยังมีปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า การกระทำของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 นั้น เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายหรือกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ และจำเลยกระทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในข้อหานี้ส่วนความผิดข้อหาหมิ่นประมาทนั้น จำเลยเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลล่างฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยคดี ซึ่งจำเลยได้ฎีกาขอให้ศาลพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ทั้งหมด อีกทั้งได้ฎีกาว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 96)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91,295,326 ฯลฯ ความผิดตามมาตรา 295 ให้จำคุก 77 เดือน ความผิดตามมาตรา 326 ให้จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก8 เดือน คำเบิกความของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,68,69 ให้จำคุก 3 เดือนเมื่อรวมกับโทษตามมาตรา 326 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วจำคุก 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 เดือนจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 92)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 93)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ในความผิดข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ศาลอุทธรณ์จะแก้น้อยหรือแก้มากแต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 นั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาทำร้ายหรือกระทำเพื่อป้องกันสิทธิก็ดี และจำเลยกระทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงทั้งสิ้นจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวส่วนความผิดข้อหาหมิ่นประมาทนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 เดือนจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ที่จำเลยฎีกาว่า การกล่าวข้อความของจำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความผู้เสียหายนั้นจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวสำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้เรียกพยานโจทก์ทั้งหมดมาพิจารณาใหม่นั้น ก็เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและข้อที่จำเลยฎีกาว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพนักงานสอบสวนสั่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลบางกะปิ แล้วพนักงานสอบสวนกลับส่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลตำรวจอีกโดยมีเจตนาเพื่อให้จำเลยได้รับโทษหนักขึ้นนั้นศาลฎีกาเห็นว่าการสอบสวนคดีเป็นหน้าที่และอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนแม้พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลบางกะปิ แล้วต่อมาได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลตำรวจอีก ก็ย่อมอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะกระทำเช่นนั้นได้ ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป ดังนั้นฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1123/2531พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายสิทธิพล เขียวหวานจำเลยนายสิทธิพล เขียวหวาน จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 195, ม. 218, ม. 219, ม. 225ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ในความผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้บทลงโทษจำเลยจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,59 เป็น มาตรา 295,68,69 ซึ่งเป็นการแก้ไขมาก และยังมีปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า การกระทำของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 นั้น เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายหรือกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ และจำเลยกระทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในข้อหานี้ส่วนความผิดข้อหาหมิ่นประมาทนั้น จำเลยเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลล่างฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยคดี ซึ่งจำเลยได้ฎีกาขอให้ศาลพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ทั้งหมด

อีกทั้งได้ฎีกาว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 96)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91,295,326 ฯลฯ ความผิดตามมาตรา 295 ให้จำคุก 77 เดือน ความผิดตามมาตรา 326 ให้จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก8 เดือน คำเบิกความของจำเลยมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295,68,69 ให้จำคุก 3 เดือนเมื่อรวมกับโทษตามมาตรา 326 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วจำคุก 4 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสี่

คงจำคุก 3 เดือนจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 92)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 93)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ในความผิดข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ศาลอุทธรณ์จะแก้น้อยหรือแก้มากแต่ก็ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 นั้น เป็นการกระทำโดยเจตนาทำร้ายหรือกระทำเพื่อป้องกันสิทธิก็ดี และจำเลยกระทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือไม่ก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงทั้งสิ้นจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวส่วนความผิดข้อหาหมิ่นประมาทนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 เดือนจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218

ที่จำเลยฎีกาว่า การกล่าวข้อความของจำเลยไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความผู้เสียหายนั้นจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวสำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอให้เรียกพยานโจทก์ทั้งหมดมาพิจารณาใหม่นั้น ก็เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและข้อที่จำเลยฎีกาว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพนักงานสอบสวนสั่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลบางกะปิ แล้วพนักงานสอบสวนกลับส่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลตำรวจอีกโดยมีเจตนาเพื่อให้จำเลยได้รับโทษหนักขึ้นนั้นศาลฎีกาเห็นว่าการสอบสวนคดีเป็นหน้าที่และอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนแม้พนักงานสอบสวนส่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลบางกะปิ แล้วต่อมาได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลตำรวจอีก

ก็ย่อมอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะกระทำเช่นนั้นได้ ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป ดังนั้นฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สหัส สิงหวิริยะ · ชวลิต นราลัย · ประชา บุญวนิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 340/2566

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คนละ 1 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 อีกสถานหนึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4687/2566

สำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563

การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2561 (เลขอ้างอิง 638679)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้