Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6182/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายไปที่บริเวณหน้าอกซ้าย เอวข้างซ้าย ศีรษะด้านซ้าย ใบหูซ้ายและแขนข้างซ้ายรวม 16 แผล โดยเฉพาะบาดแผลที่หน้าอกซ้ายทะลุช่องซี่โครงซ้ายตัดกระดูกทะลุโดนปอดซ้ายกลีบบนและเฉี่ยวเยื่อหุ้มหัวใจบาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร บาดแผลที่สีข้างลึก 6 เซนติเมตร โดยกระเพาะอาหารซึ่งแพทย์ระบุถึงเหตุการตายว่าบาดแผลของมีคมทำลายปอดและกระเพาะอาหาร จากบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยแรงหลายครั้งจนบาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร ทั้งเป็นบริเวณสำคัญของร่างกายอันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญที่จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจากบาดแผลที่จำเลยที่ 1 แทง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นพวกจำเลยที่ 1 กลับจากงานแต่งงานมาถึงที่เกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังต่อสู้กับผู้ตายด้วยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันเลยว่า เห็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยุยงหรือสนับสนุนอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกให้จำเลยที่ 1 แทงผู้ตายให้ถึงแก่ความตายแต่อย่างใด การที่ ส. พยานโจทก์อ้างว่าได้ยินเสียงวัยรุ่นทะเลาะกันห่างประมาณ 100 เมตร และได้ยินเสียงร้องตะโกนว่า "เอาให้ตาย" เมื่อไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเสียงตะโกนของจำเลยคนใด ก็อาจจะไม่ใช่เสียงร้องตะโกนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ก็ได้ แต่อาจจะเป็นเสียงร้องตะโกนของจำเลยที่ 1 เองก็อาจเป็นได้ พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจกท์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2545 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2689/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 8 ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 8 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1127/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คนละ 10 ปี

ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 คนละ 6 ปี 8 เดือน สำหรับจำเลยที่ 8 ให้บวกโทษจำคุกรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2689/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 8 มีกำหนด 6 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงนายสุรัตน์ ผู้ตายหลายครั้ง ผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบบริเวณหน้าอกซ้าย 4 แผล ที่เอวข้างซ้าย 1 แผล ที่ศีรษะด้านซ้าย 1 แผล ที่ใบหูด้านซ้าย 1 แผล แขนข้างซ้าย 8 แผล ที่เอวซ้ายด้านหลัง 1 แผล รวมบาดแผล 16 แผล ที่ศีรษะด้านหลังขวามีรอยบวมนูนบาดแผลทั้งหมดเกิดจากของมีคม ทำลายปอดและกระเพาะอาหาร ทำให้ถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและความเห็นแพทย์ตามรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงเตะผู้ตายเพื่อสั่งสอนผู้ตายที่เคยทำร้ายร่างกายพี่ชายของจำเลยที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน โดยเตะที่ขาขวาของผู้ตายซึ่งมีรูปร่างเล็กกว่าจำเลยที่ 1 แม้ผู้ตายเคยมีเรื่องทำร้ายร่างกายพี่ชายจำเลยที่ 1 จนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อนก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปเตะผู้ตายก่อน การที่ผู้ตายซึ่งมีรูปร่างเล็กกว่าจำเลยที่ 1 ได้ชักอาวุธมีดที่เหน็บไว้ด้านหลังเงื้อฟันจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จับข้อมือขวาของผู้ตายไว้

ได้กอดปล้ำต่อสู้กันจนตกลงไปข้างถนนทั้งสองคน จำเลยที่ 1 ถูกผู้ตายฟันที่แขนข้างซ้าย ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้แทงผู้ตายไปหลายครั้ง โดยไม่ทราบว่าถูกที่ใดบ้างนั้น ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 สมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 1 จะนำสืบอ้างว่าผู้ตายชักอาวุธมีดออกมาฟันถูกแขนซ้ายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่มีการต่อสู้กัน การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายไปหลายครั้งจนถึงแก่ความตาย เมื่อพิเคราะห์ลักษณะบาดแผลของผู้ตายที่บริเวณหน้าอกซ้าย เอวข้างซ้าย ศีรษะด้านซ้าย ใบหูซ้าย และแขนข้างซ้ายรวม 16 แผล โดยเฉพาะบาดแผลที่หน้าอกซ้ายทะลุช่องซี่โครงซ้ายตัดกระดูกทะลุโดนปอดซ้ายกลีบบนและเฉี่ยวเยื้อหุ้มหัวใจ

บาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร บาดแผลที่สีข้างลึก 9 เซนติเมตร โดนกระเพาะอาหาร ซึ่งแพทย์ระบุถึงเหตุการณ์ตายว่าบาดแผลของมีคมทำลายปอดและกระเพาะอาหาร จากบาดแผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายโดยแรงหลายครั้งจนบาดแผลลึกถึง 16 เซนติเมตร ทั้งเป็นบริเวณสำคัญของร่างกาย อันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญที่จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจากบาดแผลที่จำเลยที่ 1 แทง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นพวกจำเลยที่ 1 กลับจากงานแต่งงานมาถึงที่เกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังต่อสู้กับผู้ตายด้วยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันเลยว่าเห็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ยุยงหรือสนับสนุนอันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกให้จำเลยที่ 1 แทงผู้ตายให้ถึงแก่ความตายแต่อย่างใด ทั้งขณะมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 พบกับผู้ตายโดยบังเอิญ และจำเลยที่ 1 ได้เตะผู้ตายก่อนแล้วทั้งสองได้สมัครใจเข้าต่อสู้กันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ได้เข้าไปช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 แทงผู้ตาย

โจทก์คงมีแต่นายสมภพ และนายสำเริง มาเบิกความว่าขณะเกิดเหตุพยานทั้งสองพายเรือหาปลาและกบห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณคนละ 100 เมตร ได้ยินเสียงกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะกันและนายสมภพได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" พยานทั้งสองไม่สนใจเข้าไปดูเหตุการณ์คงพายเรือหาปลาและกบกันต่อไป แม้กระทั่งมีเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุพยานทั้งสองก็ไม่สนใจเข้าไปดูเหตุการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยเพราะการที่นายสมภพอ้างว่าได้ยินเสียงวัยรุ่นทะเลาะกันห่างประมาณ 100 เมตร และได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงกับจะฆ่ากันให้ตายและแม้แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ นายสมภพก็ไม่สนใจจะเข้าไปดูเหตุการณ์

ทั้งหลังเกิดเหตุนายสมภพพายเรือมาพบนายสำเริง นายสมภพอ้างว่าได้พูดคุยกับนายสำเริงว่าเมื่อก่อนหน้านี้มีเรื่อง เห็นรถของเจ้าพนักงานตำรวจมา แต่นายสำเริงเองกลับเบิกความว่า นายสมภพไม่ได้เล่าเหตุการณ์อะไรให้ฟังซึ่งแตกต่างกันทั้งตามเหตุผลหากนายสมภพได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" นายสำเริงที่ซึ่งก็พายเรืออยู่ห่างที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เช่นเดียวกับนายสมภพในขณะที่เป็นเวลากลางคืนเงียบสงัดดังที่นายสมภพเบิกความ นายสำเริงก็น่าจะได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" เช่นเดียวกับนายสมภพ นายสำเริงก็น่าจะได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "เอาให้ตาย" เช่นเดียวกับนายสมภพ แต่นายสำเริงกลับเบิกความว่าไม่ได้ยินเสียงร้องตะโกนคำว่า

"เอาให้ตาย" แต่อย่างใด ทำให้คำเบิกความของนายสมภพมีพิรุธไม่น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุนายสมภพจะได้ยินเสียงร้องตะโกนว่า "เอาให้ตาย" จริง และหากมีเสียงคนร้องตะโกนว่า "เอาให้ตาย" จริง ก็อาจจะไม่ใช่เป็นเสียงร้อยตะโกนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ก็ได้ แต่อาจจะเป็นเสียงร้อยตะโกนของจำเลยที่ 1 เองก็อาจเป็นได้ เพราะนายสมภพไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเสียงตะโกนของจำเลยคนใด พยานโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 กระทำการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือในขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย อันเป็นการสนับสนุนในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีแม้จำเลยที่ 6 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 6 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ · พิทยา บุญชู · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8743/2550

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5874/2546

จำเลยและ ฉ. พวกจำเลยซึ่งใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ร่วมมาก่อน การที่โจทก์ร่วมเดินเข้าไปหากลุ่มของจำเลยกับ ฉ. แล้วถูก ฉ. ใช้อาวุธปืนยิงถูกบริเวณช่องท้อง 1 นัด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3962/2546

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 2ที่ 3 กู้เงินผู้เสียหายโดยใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนปลอมเป็นหลักฐานการขอกู้เง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2546

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หมายความว่า ก่อนทำการฆ่าผู้กระทำผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยปัจจุบันทันด่วนเพราะเมาสุราหรือบันดาลโทสะ การไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2546

จำเลยกับผู้ตายเล่นสนุกเกอร์พนันเอาทรัพย์สินกันแล้วเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทแม้ผู้ตายจะเป็นฝ่ายลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แต่การที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงสวนไปในทันทีทั้งที่ผู้ตายไม่มีอาวุธ และเมื่อผู้ตายถูกแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้