Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 61844)

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามระมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 131,134)ระหว่างพิจารณา นางเหี่ยงเทพนู กับพวก ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบกับมาตรา 86 จำคุก 2 ปีคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 โดยให้ลงโทษจำคุกเท่าเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 122)จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 125)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้หลอกลวงสามีโจทก์ร่วมทั้งห้าด้วยการนำความเท็จมากล่าว และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้รับเงินค่าสมัครงานจากโจทก์ร่วมทั้งห้าและสามี ส่วนจำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่นั่งอยู่เฉย ๆไม่ได้พูดอะไร จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง และจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองเสีย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1361/2531พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางเหี่ยง เทพนู กับพวกโจทก์นายผ่อน ผุดผ่อง กับพวกจำเลยนายผ่อน ผุดผ่อง ที่ 1ผู้ยื่นคำร้องนางสุภาพ ผุดผ่อง ที่ 2 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามระมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งห้าได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 131,134)ระหว่างพิจารณา นางเหี่ยงเทพนู กับพวก ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จำคุก 3 ปี

จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบกับมาตรา 86 จำคุก 2 ปีคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 โดยให้ลงโทษจำคุกเท่าเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 122)จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 125)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้หลอกลวงสามีโจทก์ร่วมทั้งห้าด้วยการนำความเท็จมากล่าว และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้รับเงินค่าสมัครงานจากโจทก์ร่วมทั้งห้าและสามี ส่วนจำเลยที่ 2 ก็เพียงแต่นั่งอยู่เฉย ๆไม่ได้พูดอะไร จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง และจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองเสีย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ บุญศรี · สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9888/2558

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2556

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้