Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฉ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ ช. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและได้ร่วมกันทำมาหากินโดยการปล่อยเงินกู้ ซื้อขายที่ดินและเป็นนายหน้าขายที่ดิน เงินในบัญชีเงินฝากประจำเป็นทรัพย์สินที่ ช. และ ฉ. ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา ช. และ ฉ. จึงต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในเงินดังกล่าวและต้องแบ่งให้คนละเท่า ๆ กัน โดยเป็นทรัพย์มรดกของ ช. กึ่งหนึ่ง และเป็นทรัพย์มรดกของฉ. กึ่งหนึ่ง การที่ ฉ. ฝากเงินประจำไว้แก่ธนาคาร

คำฟ้องและคำให้การ

ฉ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ ช. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและได้ร่วมกันทำมาหากินโดยการปล่อยเงินกู้ ซื้อขายที่ดินและเป็นนายหน้าขายที่ดิน เงินในบัญชีเงินฝากประจำเป็นทรัพย์สินที่ ช. และ ฉ. ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา ช. และ ฉ. จึงต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในเงินดังกล่าวและต้องแบ่งให้คนละเท่า ๆ กัน โดยเป็นทรัพย์มรดกของ ช. กึ่งหนึ่ง และเป็นทรัพย์มรดกของฉ. กึ่งหนึ่ง การที่ ฉ. ฝากเงินประจำไว้แก่ธนาคารจำเลยที่ 2 เงินที่ฝากประจำย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 คงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ฝากประจำให้ครบจำนวนเมื่อถึงกำหนดแก่ ฉ. ฉ. มีเจตนาเงินในบัญชีเงินฝากประจำให้แก่จำเลยที่ 1 และทำหนังสือถึงผู้จัดการจำเลยที่ 2 ให้เพิ่มชื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้แทนการถอนเงินออกมาฝากในนามจำเลยที่ 1 เนื่องจากเงินที่ฝากประจำยังไม่ครบกำหนด

หากถอนเงินในขณะนั้นจะไม่ได้ดอกเบี้ย ถือได้ว่า ฉ. มีเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องของฉ. ที่ฝากเงินไว้แก่จำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในลักษณะการโอนหนี้อันจะพึงชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง เมื่อได้มีการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง โดย ฉ. ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อและบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องการโอนสิทธิเรียกร้องในเงินฝากประจำของ ฉ. ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นอันสมบูรณ์สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้เงินฝากประจำจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 กรณีไม่ใช่เป็นเพียงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากแทน ฉ. เท่านั้นโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวฉันทนา

บ๊อกสกุล โดยคำสั่งศาลชั้นต้น นางสาวฉันทนาเปิดบัญชีเงินฝากประจำชนิดกำหนด 3 เดือน ไว้แก่จำเลยที่ 2สาขาหาดใหญ่ โดยได้รับดอกเบี้ยทบต้น หลังจากนั้นนางสาวฉันทนามีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินในบัญชีจากเดิมที่ให้นางสาวฉันทนามีสิทธิถอนเงินได้เพียงผู้เดียวเป็นให้นางสาวฉันทนาหรือจำเลยที่ 1 คนใดคนหนึ่งมีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีได้ต่อมานางสาวฉันทนาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินในบัญชีไปทั้งหมดและปิดบัญชีโดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิ และจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,258,572.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นทุกระยะ3 เดือน

อัตราร้อยละ 12 ต่อปี จำเลยที่ 1 ให้การว่า เงินในบัญชีเงินฝากประจำนางสาวฉันทนากับนายโชติพัฒนกุล บิดาจำเลยที่ 1 ได้เงินดังกล่าวมาจากการทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา และก่อนถึงแก่ความตาย นางสาวฉันทนาได้ยกเงินในบัญชีเงินฝากประจำทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 563,398.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงินในบัญชีฝากประจำตามฟ้องเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฉันทนาแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า เงินในบัญชีเงินฝากประจำตามฟ้องเป็นของนายโชติ พัฒนกุล บิดาจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เห็นว่า พยานโจทก์คงมีโจทก์เพียงปากเดียวที่เบิกความว่านางสาวฉันทนาเป็นผู้เปิดบัญชีเงินฝากประจำชนิดกำหนด 3 เดือนรวม 3 รายการ ตามฟ้องไว้แก่จำเลยที่ 2 สาขาหาดใหญ่ นางสาวฉันทนาเป็นโสดไม่ได้เป็นภริยานายโชติ ส่วนจำเลยที่ 1นอกจากมีจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่านางสาวฉันทนาได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนายโชติบิดาจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2512 ภายหลังจากนางคิ้น พัฒนกุล มารดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายประมาณ 2 ปี และได้ร่วมกันประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้ซื้อที่ดินมาจัดแบ่งขายและเป็นนายหน้าขายที่ดินเงินที่ได้มาจะฝากธนาคารในนามนางสาวฉันทนา

จำเลยที่ 1 ยังมีนางถนอม พาหุกุล นายวีระพันธ์ ใจแก้ว นายโชคดี พัฒนกุล พี่ชายจำเลยที่ 1 นางเพ็ญศรี พัฒนกุล ภริยาจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากนางคิ้นภริยานายโชติถึงแก่ความตาย นายโชติได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวฉันทนาตั้งแต่ปี 2512 โดยเฉพาะนางถนอมเป็นบุตรบุญธรรมของนางฮั้ว พาหุกุล พี่สาวนางสาวฉันทนาถือเป็นญาติโจทก์ ไม่มีเหตุที่พยานปากนี้จะเบิกความเข้าข้างจำเลยที่ 1 ทั้งจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ได้ความอีกว่า ระหว่างที่นางสาวฉันทนาอยู่กินกับนายโชติ ในการปล่อยเงินกู้ นายโชติจะลงชื่อเป็นผู้ให้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินโดยมีนางสาวฉันทนาลงชื่อเป็นพยานทุกครั้ง ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย

ล.3 ถึง ล.5 และเมื่อนางสาวฉันทนาป่วย นายโชติเป็นผู้พานางสาวฉันทนาไปรักษาที่โรงพยาบาลโดยระบุผู้ติดต่อได้คือนายโชติเกี่ยวข้องเป็นสามีตามสำเนาประวัติผู้ป่วยโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เอกสารหมาย ล.7 เอกสารดังกล่าวมีผู้ช่วยศาสตราจารย์สุธรรม ปิ่นเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังกล่าวรับรองสำเนาถูกต้อง เชื่อว่าข้อความในเอกสารตรงตามความเป็นจริง ส่วนที่โจทก์เบิกความว่านางสาวฉันทนาเคยจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาเมื่อเดือนกันยายน 2538 และให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นโสดไม่เคยทำการสมรสไม่ว่าจะโดยชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมายมาก่อนแต่อย่างใด ตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ก็เป็นเพียงข้อความตามตรายางที่เจ้าพนักงานที่ดินประทับและให้นางสาวฉันทนาลงชื่อเท่านั้น

หาใช่ข้อความที่นางสาวฉันทนาได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินด้วยตนเองไม่ การที่นางสาวฉันทนายอมลงชื่อเป็นผู้ให้ถ้อยคำในเอกสารดังกล่าวอาจเป็นเพราะต้องการให้การจดทะเบียนยกที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วเท่านั้น เมื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักดียิ่งกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสาวฉันทนาอยู่กินฉันสามีภริยากับนายโชติโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและได้ร่วมกันทำมาหากินโดยการปล่อยเงินกู้ซื้อขายที่ดินและเป็นนายหน้าขายที่ดินเงินในบัญชีเงินฝากประจำตามฟ้องทั้งสามรายการรวม 1,126,797.64 บาท เป็นทรัพย์สินที่นายโชติและนางสาวฉันทนาทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา นายโชติและนางสาวฉันทนาจึงต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในเงินจำนวนดังกล่าวและต้องแบ่งให้คนละเท่า ๆ กัน โดยเป็นทรัพย์มรดกของนายโชติกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 563,398.82 บาทและเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฉันทนากึ่งหนึ่งเป็นเงิน 563,398.82 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า นางสาวฉันทนาได้ยกเงินในบัญชีเงินฝากประจำให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 1 และนางเพ็ญศรีพัฒนกุล ภริยาจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่านางสาวฉันทนาได้ยกเงินในบัญชีเงินฝากประจำทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าเป็นเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกับนายโชติบิดาจำเลยที่ 1 โดยนางสาวฉันทนาจะถอนเงินออกมาฝากในนามจำเลยที่ 1 แต่พนักงานจำเลยที่ 2 แนะนำนางสาวฉันทนาให้เพิ่มชื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้เนื่องจากเงินที่ฝากประจำไว้ยังไม่ครบกำหนด3 เดือน หากถอนเงินออกมาในขณะนั้นและฝากในนามจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ดอกเบี้ยนางสาวฉันทนาจึงขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอำนาจและเงื่อนไขการสั่งจ่ายตามเอกสารหมาย

จ.3 โดยให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้เช่นเดียวกับนางสาวฉันทนา และมีนางกิ่งกมล ชีวพงศ์พันธ์ พนักงานจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องตรงกันว่านางสาวฉันทนามาติดต่อพยานโดยประสงค์จะยกเงินในบัญชีเงินฝากประจำให้แก่จำเลยที่ 1 แต่พยานเห็นว่าเงินฝากประจำดังกล่าวยังไม่ครบกำหนด 3 เดือน หากถอนเงินดังกล่าวไป จะไม่ได้ดอกเบี้ย จึงแนะนำให้นางสาวฉันทนาขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขการสั่งจ่ายตามเอกสารหมาย จ.3 เห็นว่า นางกิ่งกมลเป็นพนักงานจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียกับโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เบิกความไปตามที่ตนรู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ คำเบิกความของนางกิ่งกมลจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้

การที่นางสาวฉันทนาฝากเงินประจำไว้แก่จำเลยที่ 2 สาขาหาดใหญ่ เงินที่ฝากประจำย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 คงมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ฝากประจำให้ครบจำนวนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อถึงกำหนดแก่นางสาวฉันทนาเท่านั้น หากนางสาวฉันทนาประสงค์จะยกเงินที่ฝากประจำดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 อาจทำได้โดยวิธีถอนเงินออกมามอบให้แก่จำเลยที่ 1 หรือฝากในนามจำเลยที่ 1 หรืออาจยกให้โดยวิธีโอนสิทธิเรียกร้องของนางสาวฉันทนาผู้ฝากเงินไว้แก่จำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในลักษณะการโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจงซึ่งต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 306 กล่าวคือจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งการเรียกร้อง

มิฉะนั้นไม่สมบูรณ์ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวฉันทนามีเจตนายกเงินในบัญชีเงินฝากประจำให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจะถอนเงินออกมาฝากในนามจำเลยที่ 1 แต่นางกิ่งกมลพนักงานจำเลยที่ 2 แนะนำนางสาวฉันทนาให้เพิ่มชื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้เนื่องจากเงินที่ฝากประจำไว้ยังไม่ครบกำหนด 3 เดือน หากมีการถอนเงินในขณะนั้นและฝากในนามจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ดอกเบี้ย นางสาวฉันทนาจึงได้ทำหนังสือถึงผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาหาดใหญ่ ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมผู้มีอำนาจลงนามและเงื่อนไขการสั่งจ่ายตามเอกสารหมาย จ.3 โดยให้เพิ่มชื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้ แม้ตามหนังสือดังกล่าว นางสาวฉันทนาจะยังคงมีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากก็ตามก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 จะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากจำเลยที่ 2 เมื่อครบกำหนดเท่านั้น

อันเป็นระเบียบและวิธีการตามธรรมดาของธนาคารทั่วไป การที่นางสาวฉันทนามีเจตนายกเงินฝากประจำให้แก่จำเลยที่ 1 และได้ทำหนังสือถึงผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาหาดใหญ่ ให้เพิ่มชื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้แทนการถอนเงินออกมาฝากในนามจำเลยที่ 1 เนื่องจากเงินที่ฝากประจำยังไม่ครบกำหนด หากถอนเงินในขณะนั้นจะไม่ได้ดอกเบี้ยตามพฤติการณ์เช่นนี้ พอถือได้โดยปริยายว่านางสาวฉันทนามีเจตนาโอนสิทธิเรียกร้องของนางสาวฉันทนาที่ฝากเงินไว้แก่จำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในลัษณะการโอนหนี้อันจะพึงชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง เมื่อได้มีการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ นางสาวฉันทนาได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อและบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง

การโอนสิทธิเรียกร้องในเงินฝากประจำของนางสาวฉันทนาให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมสมบูรณ์ สิทธิจะได้รับชำระหนี้เงินฝากประจำจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 กรณีไม่ใช่เพียงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากแทนนางสาวฉันทนาเท่านั้น เมื่อนางสาวฉันทนาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากได้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวฉันทนาโดยคำสั่งศาลชั้นต้น ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินฝากประจำดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อนี้ หาใช่เป็นฎีกานอกประเด็นดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ เพราะจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย เตโชพิทยากูล · วินัย ตุลยภักดิ์ · วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้