คำฟ้องและคำให้การ
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องได้ชำระเงินมัดจำ จำนวน 200,000 บาท ให้จำเลยแล้ว และได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเรื่อยมานับแต่วันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจนถึงปัจจุบัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์กับจำเลย ทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ไม่ใช่จำเลย ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจพิเศษที่จะสามารถยื่นคำร้องฉบับนี้ได้ ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยและมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ
การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ