Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6237/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้าน โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่จะถูกเวนคืนเพื่อทำถนนเพียงแต่ยังไม่มีการสำรวจแนวเขตถนนที่แน่นอน เมื่อภายหลังมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงผ่านที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่จึงไม่สามารถส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านแก่โจทก์เพื่อได้ใช้ประโยชน์ตามสัญญา การชำระหนี้ย่อมตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนตาม ป.พ.พ. มาตา 372 วรรคแรก โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่ชำระคืนจากจำเลยทั้งสี่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 1,656,035 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 87,500 บาท แก่จำเลยที่ 2 และชำระเงิน 1,191,250 บาท แก่จำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง และฟ้องแย้ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 3

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางเฉลิมศรียื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,082,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 551,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำนวน 87,500 บาท และ 1,510,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 16 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจัดสรรที่ดินโครงการสันทรายปาร์ควิลล์ออกขายแก่ประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 โจทก์จองซื้อที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 32 บี และเลือกแบบบ้านกาสะลองโดยชำระค่าจองที่ดิน 20,000 บาท ตามใบจองและใบรับเงิน ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2538 โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 34330 ตำบลสันทรายน้อย อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 168 ตารางวา ในราคา 2,520,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และในวันเดียวกันโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้พัฒนาที่ดินและก่อสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทเป็นเงิน 300,000 บาท ตามสัญญาจ้างพัฒนาที่ดินและก่อสร้าง และทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 3 จัดซื้อดินมาถมในที่พิพาทเป็นเงิน 1,510,000 บาท

ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับซื้อที่ดินและบ้านคืนหากที่ดินพิพาทถูกเวนคืนตามหนังสือสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการซื้อดินมาถมในที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 ได้ก่อสร้างบ้านตามที่ว่าจ้างและโจทก์ได้ชำระค่าที่ดินบางส่วนแก่จำเลยที่ 1 ด้วยเช็ค 5 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 106,250 บาท รวมเป็นเงิน 531,250 บาท ชำระค่าพัฒนาที่ดินและก่อสร้างบางส่วนแก่จำเลยที่ 2 ด้วยเช็ค 2 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 106,250 บาท รวมเป็นเงิน 212,500 บาท และชำระค่าซื้อดินและถมที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 บางส่วนด้วยเช็ค 3 ฉบับ สั่งจ่ายฉบับละ 106,250 บาท รวมเป็นเงิน 318,750 บาท รวมเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,082,500 บาท ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2539 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องหยุดการก่อสร้างเพราะที่ดินพิพาทถูกทางราชการเวนคืนเพื่อการก่อสร้างถนน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะทำสัญญา โจทก์และจำเลยทั้งสี่ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่จะถูกเวนคืนเพื่อทำถนนเพียงแต่ยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตถนนที่แน่นอน เมื่อภายหลังมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงผ่านที่ดินพิพาทและปรากฏว่าจำเลยที่ 4 จะได้รับเงินค่าชดเชยที่ดินพิพาทที่ถูกเวนคืนจากทางราชการแล้วตามบัญชีกำหนดราคาเบื้องต้น หนังสือแจ้งชะลอการจ่ายเงินค่าทดแทนและบันทึกข้อความ จำเลยทั้งสี่จึงไม่สามารถส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านแก่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ตามสัญญา การชำระหนี้ย่อมตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้

จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคแรก ตามที่ฟ้องแย้งมา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินที่ชำระไปแล้วทั้งหมด 1,082,500 บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากจำเลยทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เพียงบางส่วนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 1,082,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินรวม 15,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · เกษม เกษมปัญญา · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายวันชัย เวชพาณิชย์กิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายชนินท์ ใช้ปัญญา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2400/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ196/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ462/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้