Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้สิบตำรวจตรี ว. เบิกความในชั้นศาลว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ แต่ในบันทึกการจับกุม ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวหาใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดีไม่ เวลาเกิดเหตุมีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จากพยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบ คือสิบตำรวจตรี ว.ผู้สืบสวนจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้เสียหายที่ถูกแปลงสภาพให้ผิดไปจากเดิมที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อทราบจากจำเลยที่ 1 ว่ารับซื้อรถของกลางจากจำเลยที่ 2 สิบตำรวจตรี ว. ก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ให้การว่ารับซื้อรถของกลางมาจากจำเลยที่ 3 และเมื่อสิบตำรวจตรี ว.ตามไปจับกุมจำเลยที่ 3 ได้จำเลยที่ 3 ก็ยอมรับสารภาพอีกว่ารับซื้อรถของกลางมาจากผู้มีชื่อ จึงเห็นได้ว่าการที่สิบตำรวจตรี ว. สามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากจะอาศัยข้อมูลการสืบสวนทางหนึ่งแล้วยังได้อาศัยข้อมูลจากจำเลยแต่ละคนเป็นอย่างมากอีกต่างหาก พยานโจทก์จึงไม่ใช่มีเพียงคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เท่านั้นแต่ยังมีคำเบิกความของสิบตำรวจตรี ว.มาประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 อีกด้วยจึงเป็นพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2538 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ลพบุรี ต-3253 หมายเลขตัวรถ เอ็น เอส 150 พี-0001911เลขเครื่องยนต์ เอ็น เอส 150 พี อี 0001911 ราคา 62,000 บาท ของจ่าโทสงกรานต์ อินทะโชติ ผู้เสียหายไป ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2539 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสามและยึดอะไหล่รถจักรยานยนต์จำนวน 22 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันเป็นอะไหล่ของรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายส่วนหนึ่งเป็นของกลางทั้งนี้ในวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นระหว่างวันและเวลาข้างต้นจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันรับเอารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไว้จากคนร้าย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์

ต่อมาระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2538 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2539 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1ปลอมเอกสารโดยขูดลบหมายเลขตัวรถเลขที่ เอ็น เอส 150 พี-0001911 ที่ใช้กับรถจักรยานยนต์คันของผู้เสียหายออกแล้วตอกเลขตัวรถใหม่เป็น เอ็น เอส 150-034056 เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าหมายเลขตัวรถที่จำเลยที่ 1 ได้จัดทำขึ้นนั้นเป็นตัวรถที่ใช้กับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนอ่างทอง ง-6677 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น กรมการขนส่งทางบก ผู้เสียหายและประชาชน ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำตัวรถที่ปลอมขึ้นมาใช้กับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน

อ่างทอง ง-6677 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นกรมการขนส่งทางบกผู้เสียหายและประชาชนจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 752/2539 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี สำหรับของกลางผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้วขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,268, 335, 357 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์อะไหล่ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 62,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 752/2539 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 357 วรรคแรก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานปลอมเอกสาร จำคุก 3 ปี ฐานรับของโจร จำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 7 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 8 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 ให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 752/2539 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์อะไหล่ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 29,385 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุมีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป

คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจตรีวิโรจน์ มะยมหิน เป็นพยานเบิกความว่า ได้สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์นำรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักมาดัดแปลง จึงนำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 พบรถจักรยานยนต์ 1 คัน หมายเลขทะเบียน อ่างทอง ง-6677 และอะไหล่รถจักรยานยนต์คันนี้มีการแก้ไขหมายเลขตัวถัง จึงได้ยึดรถจักรยานยนต์และอะไหล่ดังกล่าวเป็นของกลางพร้อมทั้งแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าซื้อรถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 2 ในราคา 7,000 บาท โดยทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักมา แล้วนำชิ้นส่วนมาดัดแปลงแก้ไขหมายเลขตัวถังใหม่เพื่อให้ตรงกับเลขตัวถังของรถตนสิบตำรวจตรีวิโรจน์กับพวกติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ได้

แจ้งข้อหาว่าลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรว่าซื้อรถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 3 และได้ขายต่อให้จำเลยที่ 1 สิบตำรวจตรีวิโรจน์กับพวกจึงไปติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ และแจ้งข้อหาว่าลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรว่าได้ซื้อรถจักรยานยนต์มาจากนายน้อยในราคา 3,000 บาท โดยทราบว่ารถดังกล่าวถูกลักมาจากศรีอรุณแมนชั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไปพบผู้เสียหายซึ่งพักอยู่ที่ศรีอรุณแมนชั่น ทราบว่าเมื่อรถจักรยานยนต์หายไป ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรี เห็นว่า สิบตำรวจตรีวิโรจน์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านแพรก

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะเกิดเหตุได้รับราชการอยู่ที่ศูนย์ป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตำรวจภาค 1 กรุงเทพมหานคร ไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหายซึ่งพักอยู่ที่ศรีอรุณแมนชั่น อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี คนละจังหวัดกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่สิบตำรวจตรีวิโรจน์จะได้ข้อมูลจากผู้เสียหายก่อนที่จะไปสืบจับคนร้าย ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องกับพยานปากนี้ว่าหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และยึดรถจักรยานยนต์กับอะไหล่รถจักรยานยนต์ของกลางได้แล้ว ผู้เสียหายไปดูของกลางที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ผู้เสียหายจำได้ว่ารถคันของกลางมีรอยตำหนิและมีการขูดลบหมายเลขตัวถังเดิมซึ่งตรงกับหมายเลขตัวถังรถของผู้เสียหายแล้วตอกหมายเลขตัวถังใหม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับข้อมูลที่สิบตำรวจตรีวิโรจน์ยืนยันว่าได้จากจำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าสิบตำรวจตรีวิโรจน์ได้ข้อมูลจากจำเลยที่ 1 ว่าได้ซื้อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจากจำเลยที่ 2 แล้วนำสืบเชื่อมโยงไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจากนายน้อยแล้วได้นำรถมาขายให้จำเลยที่ 2 ในราคาที่ถูกกว่าปกติ โดยทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักมาจากจังหวัดลพบุรี

แสดงให้เห็นว่าหากจำเลยทั้งสามไม่รับสารภาพตามความเป็นจริง สิบตำรวจตรีวิโรจน์ไม่มีทางที่จะสืบต่อไปจนพบผู้เสียหายซึ่งอยู่คนละจังหวัด ทั้งคำรับสารภาพชั้นจับกุมก็เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นขั้นเป็นตอนเริ่มตั้งแต่คนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากศรีอรุณแมนชั่น จนไปขายให้จำเลยที่ 1 แล้วนำไปดัดแปลงเป็นรถของจำเลยที่ 1 สิบตำรวจตรีวิโรจน์ไม่รู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อน ไม่มีสาเหตุที่จะปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษเชื่อว่าสิบตำรวจตรีวิโรจน์เบิกความไปตามความเป็นจริง และหากจำเลยที่ 2 ไม่รับสารภาพชั้นจับกุมก็คงไม่สามารถนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมก็สามารถเชื่อมโยงไปสู่

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
ของสถานที่ลักทรัพย์คือศรีอรุณแมนชั่นและได้พบตัวผู้เสียหายโดยผู้เสียหายตามไปตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลางและยืนยันว่าเป็นของตนจริงดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมด้วยความสมัครใจเช่นกัน ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า สิบตำรวจตรีวิโรจน์เบิกความในชั้นศาลว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ แต่ในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญนั้น เห็นว่าข้อแตกต่างดังกล่าวหาใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดีไม่ ดังนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จากพยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบคือสิบตำรวจตรีวิโรจน์ผู้สืบสวนจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้เสียหายที่ถูกแปลงสภาพให้ผิดไปจากเดิมที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อทราบจากจำเลยที่ 1ว่ารับซื้อรถของกลางจากจำเลยที่ 2 สิบตำรวจตรีวิโรจน์ก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ได้จำเลยที่ 2 ก็ให้การว่ารับซื้อรถของกลางมาจากจำเลยที่ 3 และเมื่อสิบตำรวจตรีวิโรจน์ตามไปจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 ก็ยอมรับสารภาพอีกว่ารับซื้อรถของกลางมาจากนายน้อย จึงเห็นได้ว่าการที่สิบตำรวจตรีวิโรจน์สามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากจะอาศัยข้อมูลจากการสืบสวนทางหนึ่งแล้วยังได้อาศัยข้อมูลจากจำเลยแต่ละคนเป็นอย่างมากอีกต่างหาก พยานโจทก์จึงไม่ใช่มีเพียงคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เท่านั้นแต่ยังมีคำเบิกความของสิบตำรวจตรีวิโรจน์มาประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 อีกด้วย จึงเป็นพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายพิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2543พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรีโจทก์นาย ทักษิณ พูลประเสริฐ กับพวกจำเลย ป.อ. ม. 357 ป.วิ.อ. ม. 226, ม. 227แม้สิบตำรวจตรี ว. เบิกความในชั้นศาลว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ แต่ในบันทึกการจับกุม ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวหาใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดีไม่ เวลาเกิดเหตุมีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จากพยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบ คือสิบตำรวจตรี ว.ผู้สืบสวนจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้เสียหายที่ถูกแปลงสภาพให้ผิดไปจากเดิมที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อทราบจากจำเลยที่ 1 ว่ารับซื้อรถของกลางจากจำเลยที่ 2 สิบตำรวจตรี ว. ก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ให้การว่ารับซื้อรถของกลางมาจากจำเลยที่ 3 และเมื่อสิบตำรวจตรี ว.ตามไปจับกุมจำเลยที่ 3 ได้จำเลยที่ 3 ก็ยอมรับสารภาพอีกว่ารับซื้อรถของกลางมาจากผู้มีชื่อ จึงเห็นได้ว่าการที่สิบตำรวจตรี ว. สามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากจะอาศัยข้อมูลการสืบสวนทางหนึ่งแล้วยังได้อาศัยข้อมูลจากจำเลยแต่ละคนเป็นอย่างมากอีกต่างหาก พยานโจทก์จึงไม่ใช่มีเพียงคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เท่านั้นแต่ยังมีคำเบิกความของสิบตำรวจตรี ว.มาประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 อีกด้วยจึงเป็นพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2538 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ลพบุรี ต-3253 หมายเลขตัวรถ เอ็น เอส 150 พี-0001911เลขเครื่องยนต์ เอ็น เอส 150 พี อี 0001911 ราคา 62,000 บาท ของจ่าโทสงกรานต์ อินทะโชติ ผู้เสียหายไป ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2539 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสามและยึดอะไหล่รถจักรยานยนต์จำนวน 22 รายการ ตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันเป็นอะไหล่ของรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายส่วนหนึ่งเป็นของกลางทั้งนี้ในวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นระหว่างวันและเวลาข้างต้นจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันรับเอารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไว้จากคนร้าย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต่อมาระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2538 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2539 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1ปลอมเอกสารโดยขูดลบหมายเลขตัวรถเลขที่ เอ็น เอส 150 พี-0001911 ที่ใช้กับรถจักรยานยนต์คันของผู้เสียหายออกแล้วตอกเลขตัวรถใหม่เป็น เอ็น เอส 150-034056 เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าหมายเลขตัวรถที่จำเลยที่ 1 ได้จัดทำขึ้นนั้นเป็นตัวรถที่ใช้กับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนอ่างทอง ง-6677 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น กรมการขนส่งทางบก ผู้เสียหายและประชาชน ภายหลังจากจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำตัวรถที่ปลอมขึ้นมาใช้กับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน อ่างทอง ง-6677 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นกรมการขนส่งทางบกผู้เสียหายและประชาชนจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 752/2539 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี สำหรับของกลางผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้วขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,268, 335, 357 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์อะไหล่ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 62,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 752/2539 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 วรรคแรก, 357 วรรคแรก จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานปลอมเอกสาร จำคุก 3 ปี ฐานรับของโจร จำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 7 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 8 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 ให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 752/2539 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์อะไหล่ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 29,385 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุมีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจตรีวิโรจน์ มะยมหิน เป็นพยานเบิกความว่า ได้สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์นำรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักมาดัดแปลง จึงนำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 พบรถจักรยานยนต์ 1 คัน หมายเลขทะเบียน อ่างทอง ง-6677 และอะไหล่รถจักรยานยนต์คันนี้มีการแก้ไขหมายเลขตัวถัง จึงได้ยึดรถจักรยานยนต์และอะไหล่ดังกล่าวเป็นของกลางพร้อมทั้งแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าซื้อรถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 2 ในราคา 7,000 บาท โดยทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักมา แล้วนำชิ้นส่วนมาดัดแปลงแก้ไขหมายเลขตัวถังใหม่เพื่อให้ตรงกับเลขตัวถังของรถตนสิบตำรวจตรีวิโรจน์กับพวกติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ แจ้งข้อหาว่าลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรว่าซื้อรถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 3 และได้ขายต่อให้จำเลยที่ 1 สิบตำรวจตรีวิโรจน์กับพวกจึงไปติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ และแจ้งข้อหาว่าลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรว่าได้ซื้อรถจักรยานยนต์มาจากนายน้อยในราคา 3,000 บาท โดยทราบว่ารถดังกล่าวถูกลักมาจากศรีอรุณแมนชั่น ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไปพบผู้เสียหายซึ่งพักอยู่ที่ศรีอรุณแมนชั่น ทราบว่าเมื่อรถจักรยานยนต์หายไป ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลพบุรี เห็นว่า สิบตำรวจตรีวิโรจน์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะเกิดเหตุได้รับราชการอยู่ที่ศูนย์ป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตำรวจภาค 1 กรุงเทพมหานคร ไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหายซึ่งพักอยู่ที่ศรีอรุณแมนชั่น อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี คนละจังหวัดกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่สิบตำรวจตรีวิโรจน์จะได้ข้อมูลจากผู้เสียหายก่อนที่จะไปสืบจับคนร้าย ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความสอดคล้องกับพยานปากนี้ว่าหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และยึดรถจักรยานยนต์กับอะไหล่รถจักรยานยนต์ของกลางได้แล้ว ผู้เสียหายไปดูของกลางที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ผู้เสียหายจำได้ว่ารถคันของกลางมีรอยตำหนิและมีการขูดลบหมายเลขตัวถังเดิมซึ่งตรงกับหมายเลขตัวถังรถของผู้เสียหายแล้วตอกหมายเลขตัวถังใหม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับข้อมูลที่สิบตำรวจตรีวิโรจน์ยืนยันว่าได้จากจำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าสิบตำรวจตรีวิโรจน์ได้ข้อมูลจากจำเลยที่ 1 ว่าได้ซื้อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจากจำเลยที่ 2 แล้วนำสืบเชื่อมโยงไปถึงจำเลยที่ 3 ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจากนายน้อยแล้วได้นำรถมาขายให้จำเลยที่ 2 ในราคาที่ถูกกว่าปกติ โดยทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักมาจากจังหวัดลพบุรี แสดงให้เห็นว่าหากจำเลยทั้งสามไม่รับสารภาพตามความเป็นจริง สิบตำรวจตรีวิโรจน์ไม่มีทางที่จะสืบต่อไปจนพบผู้เสียหายซึ่งอยู่คนละจังหวัด ทั้งคำรับสารภาพชั้นจับกุมก็เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นขั้นเป็นตอนเริ่มตั้งแต่คนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจากศรีอรุณแมนชั่น จนไปขายให้จำเลยที่ 1 แล้วนำไปดัดแปลงเป็นรถของจำเลยที่ 1 สิบตำรวจตรีวิโรจน์ไม่รู้จักจำเลยที่ 3 มาก่อน ไม่มีสาเหตุที่จะปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษเชื่อว่าสิบตำรวจตรีวิโรจน์เบิกความไปตามความเป็นจริง และหากจำเลยที่ 2 ไม่รับสารภาพชั้นจับกุมก็คงไม่สามารถนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมก็สามารถเชื่อมโยงไปสู่แหล่งที่มาของสถานที่ลักทรัพย์คือศรีอรุณแมนชั่นและได้พบตัวผู้เสียหายโดยผู้เสียหายตามไปตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลางและยืนยันว่าเป็นของตนจริงดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมด้วยความสมัครใจเช่นกัน ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า สิบตำรวจตรีวิโรจน์เบิกความในชั้นศาลว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ แต่ในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญนั้น เห็นว่าข้อแตกต่างดังกล่าวหาใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดีไม่ ดังนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จากพยานแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบคือสิบตำรวจตรีวิโรจน์ผู้สืบสวนจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้เสียหายที่ถูกแปลงสภาพให้ผิดไปจากเดิมที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อทราบจากจำเลยที่ 1ว่ารับซื้อรถของกลางจากจำเลยที่ 2 สิบตำรวจตรีวิโรจน์ก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ได้จำเลยที่ 2 ก็ให้การว่ารับซื้อรถของกลางมาจากจำเลยที่ 3 และเมื่อสิบตำรวจตรีวิโรจน์ตามไปจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ จำเลยที่ 3 ก็ยอมรับสารภาพอีกว่ารับซื้อรถของกลางมาจากนายน้อย จึงเห็นได้ว่าการที่สิบตำรวจตรีวิโรจน์สามารถติดตามจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากจะอาศัยข้อมูลจากการสืบสวนทางหนึ่งแล้วยังได้อาศัยข้อมูลจากจำเลยแต่ละคนเป็นอย่างมากอีกต่างหาก พยานโจทก์จึงไม่ใช่มีเพียงคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เท่านั้นแต่ยังมีคำเบิกความของสิบตำรวจตรีวิโรจน์มาประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 อีกด้วย จึงเป็นพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายพิพากษายืน(มงคล ทับเที่ยง-วิเทพ ศิริพากย์-ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ)แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้