เนื้อความคำพิพากษา
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารเลขที่ ๑๑๗ ต่อจากบิดาและนายยุทธนา เนื้อที่ ๓๕๒.๒๘ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ซอยราชดำริ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จำเลยซึ่งเป็นผู้อำนวยการเขตปทุมวันมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคาร เลขที่ ๑๑๗ ออกจากคลองซุง ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งโดยอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๖๒/๒๕๕๖ ที่วินิจฉัยว่า อาคารของโจทก์สร้างบนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ จำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ ออกจากสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง
โจทก์เห็นว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากบิดากว่า ๑๐๐ ปี การที่จำเลยออกคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ ๑๑๗ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และห้ามจำเลยรบกวนการครอบครอง เห็นว่า เมื่อคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร เลขที่ ๑๑๗ ของจำเลยเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๖๒/๒๕๕๖ ที่วินิจฉัยว่า คลองซุงเป็นคลองสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยโจทก์กับจำเลยในคดีนี้เป็นคู่กรณีในคดีดังกล่าว การฟ้องคดีนี้จึงมีมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๖๒/๒๕๕๖ ที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากศาลปกครองสูงสุดไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินนั้น ก็เห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการเขตปทุมวันที่สั่งให้รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ เนื่องจากปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ (คลองซุง) ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นประเด็นพิพาทในคดีดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล จนกระทั่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืน คำพิพากษาที่ถึงที่สุดดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น แม้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง
เสมือนเป็นการฟ้องขอให้รับรองสิทธิในที่ดินของตนโดยมิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ ของจำเลยมาด้วย แต่เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้คือ การโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ให้รื้อถอนอาคารเลขที่ ๑๑๗ ออกจากที่ดินพิพาท โดยอาศัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และเมื่อการออกคำสั่งของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา ๑๙๗ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒()