Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6265/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อาวุธปืนของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงรถเป็นเพียงอาวุธปืนแก๊ปยาวประจุปาก เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยิงในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถสวนมา หากอาวุธปืนของกลางมีอานุภาพร้ายแรงจริงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก แต่จากรายงานการตรวจพิสูจน์สภาพรถบรรทุก ปรากฏความเสียหายเพียงมีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน 8 รอย รอยยุบแต่ละรอยดังกล่าวไม่ลึกมาก คงมีแต่ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเพียงแห่งเดียวที่มีรูทะลุค่อนข้างลึก และมีกระจกบังลมหน้ารถแตกจากกระสุนปืน ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนเลย แสดงว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอานุภาพร้ายแรงนัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคแรก การที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกดังกล่าวถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่อาจเล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นได้ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นความรับผิดทางอาญาตามความผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้ตาม ป.อ. มาตรา 87 วรรคแรก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 84, 91, 288, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวิบูลย์ นายสมเกียรติ และนายอำพัน ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยให้เรียกนายวิบูลย์ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายสมเกียรติว่าโจทก์ร่วมที่ 2 และนายอำพันว่าโจทก์ร่วมที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 25 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)

ประกอบมาตรา 80, 358 ประกอบมาตรา 84 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และริบของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีผู้เสียหายที่ 6 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเดียวกับผู้เสียหายที่ 6 และเป็นคู่แข่งกัน จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานขายของผู้เสียหายที่ 6 แต่ลาออกไปเป็นพนักงานขายของจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 ถึง 2 เดือน วันเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 6 และจำเลยที่ 2 เปิดร้านขายสินค้าที่ตลาดนัดจันทเขลม ร้านของจำเลยที่ 2 อยู่ตรงข้ามร้านของผู้เสียหายที่ 6 จำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 และนายปุ้ย

ไม่ทราบนามสกุล เป็นพนักงานขาย หลังจากผู้เสียหายที่ 6 ปิดร้านเลิกขายแล้ว ผู้เสียหายที่ 6 ขับรถกระบะกลับก่อนคนอื่น ระหว่างทางผู้เสียหายที่ 6 ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากโจทก์ร่วมที่ 3 ว่ารถบรรทุกถูกขว้างจนกระจกบังลมหน้ารถแตกระหว่างเดินทางกลับ เหตุเกิดที่ถนนสายจันทเขลม - คลองพลู ผู้เสียหายที่ 6 สงสัยว่าจำเลยทั้งสองจะเป็นคนร้ายเนื่องจากวันเกิดเหตุ ระหว่างเวลา 17 นาฬิกา ถึงค่ำ จำเลยทั้งสองไม่อยู่ร้าน คงมีแต่นายปุ้ยอยู่ร้านเพียงคนเดียวซึ่งผิดปกติ ผู้เสียหายที่ 6 จึงไปพบมารดาของจำเลยที่ 1 ที่บ้านและสอบถามว่าจำเลยที่ 1 กลับมาบ้านหรือไม่ มารดาของจำเลยที่ 1 ตัวสั่นและถามว่าเกิดอะไรขึ้น วันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายที่ 6 ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเศษกระจกที่แตกบริเวณหน้ารถพบเศษหัวกระสุนปืนตกอยู่ที่พื้นหน้ารถ 1 ชิ้น และฝังอยู่ที่ยางขอบกระจกหน้ารถ 1 ชิ้น

มีรอยกระสุนปืนบริเวณหน้ารถ 7 ถึง 8 รอย ผู้เสียหายที่ 6 มั่นใจว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกจนกระจกบังลมหน้ารถแตกจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดจันทบุรี จำเลยที่ 1 เขียนจดหมายถึงผู้เสียหายที่ 6 รับสารภาพว่ากระทำผิดพร้อมบอกรายละเอียดการกระทำตามจดหมายและซองจดหมาย โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีพันตำรวจตรีประภาส พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นแรกพยานสอบจำเลยที่ 1 ในฐานะพยาน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำ หลังจากยิงแล้วจำเลยที่ 1 โยนอาวุธปืนทิ้งลงคลองบริเวณที่เกิดเหตุตามบันทึกคำให้การ

จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปงมหาอาวุธปืนจนได้เป็นของกลาง พยานส่งอาวุธปืนของกลางให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ต่อมาพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ทำให้เสียทรัพย์และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 6 และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและสมเหตุสมผล ประกอบกับโจทก์ร่วมทั้งสามมีจดหมายของจำเลยที่ 1 ที่เขียนในขณะถูกคุมขังอยู่เรือนจำจังหวัดจันทบุรีถึงผู้เสียหายที่ 6 และซองจดหมาย มาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ซึ่งจดหมายดังกล่าวมีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนวางแผนทั้งหมด เวลา 17 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ใช้จำเลยที่ 1 ไปเอาอาวุธปืนที่บ้านของผู้มีชื่อมาไว้ข้างทางที่เกิดเหตุ

เวลา 19 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ส่งจำเลยที่ 1 ไปที่เกิดเหตุเพื่อซุ่มยิง หลานของจำเลยที่ 2 เป็นคนโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า รถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 แล่นออกแล้ว เมื่อรถบรรทุกแล่นมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงแล้ววิ่งหนีเข้าไปในสวนจากนั้นจึงโทรศัพท์แจ้งบุตรชายของจำเลยที่ 2 ให้ไปรับที่หน้าวัดแจ่มเวที บุตรชายของจำเลยที่ 2 ขับรถไปรับแล้วพาจำเลยที่ 1 ไปส่งที่อำเภอแก่งหางแมว วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ขับรถไปรับจำเลยที่ 1 แล้วพาไปอยู่กับเพื่อนของจำเลยที่ 2 ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เช่นนี้เป็นการบ่งชี้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้วางแผนและใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด นอกจากนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีพนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 จริงโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำ

ปัญหาที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า จดหมายที่จำเลยที่ 1 เขียนถึงผู้เสียหายที่ 6 เป็นคำซัดทอดซึ่งมีมูลเหตุจูงใจเพื่อเอาใจและขอเงินจากผู้เสียหายที่ 6 จึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า แม้จดหมายของจำเลยที่ 1 จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดก็ตาม แต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ก็เป็นผลร้ายต่อจำเลยที่ 1 เองด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาและยังเบิกความยืนยันด้วยว่าใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำและศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ด้วย จดหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดที่จะทำให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุบาดหมางกับผู้เสียหายที่ 6 รวมทั้งโจทก์ร่วมทั้งสาม

ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันจะเป็นสาเหตุให้ต้องใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับมาซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่บุคคลในรถบรรทุกแล้วย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกหากไม่มีผู้ใช้ให้กระทำ อีกทั้งจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แม้จะมีเหตุโกรธเคืองจำเลยที่ 2 ที่ไม่ให้เงินตามที่บอกไว้ก่อนจะไปยิงดังที่เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้าน แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสาเหตุให้ซัดทอดว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้กระทำผิดด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์หากไม่ใช่เรื่องจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่พอใจผู้เสียหายที่ 6 ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าจึงใช้ให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงรถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 แต่ไม่ได้ใช้ให้ยิงใครจนถึงแก่ความตายเพียงต้องการให้รถบรรทุกได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 1 ไม่มีเหตุบาดหมางกับโจทก์ร่วมทั้งสามและผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งนั่งอยู่ในรถ เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสามและผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนดังที่โจทก์ฟ้อง

จำเลยที่ 1 เองก็ไม่ได้มีเจตนาฆ่าบุคคลดังกล่าวโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ดี พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงใส่ด้านหน้ารถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 ในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถมาตามถนนบริเวณที่เกิดเหตุ โดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 นั่งอยู่ด้านหน้าคู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 มีผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่ด้านหลัง จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลที่นั่งอยู่ในรถบรรทุกถึงแก่ความตายได้ เช่นนี้ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เจตนาฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกบุคคลดังกล่าวการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปอีกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคแรก หรือไม่ เห็นว่า แม้รายงานการตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลาง ระบุว่า อาวุธปืนของกลางสามารถใช้ยิงทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ก็ตาม แต่อาวุธปืนของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงรถเป็นเพียงอาวุธปืนแก๊ปยาวประจุปาก เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยิงในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถสวนมาโดยได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความตอบโจทก์ว่าขณะเกิดเหตุขับรถมาด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในสภาวการณ์การยิงปืนโดยที่มีความเร็วของรถที่แล่นสวนมาทบด้วยเช่นนี้

หากอาวุธปืนของกลางมีอานุภาพร้ายแรงจริงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก แต่จากรายงานการตรวจพิสูจน์สภาพรถบรรทุกปรากฏความเสียหายเพียงว่า มีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน 8 รอย ที่บริเวณหน้ารถเหนือกันชนหน้าด้านขวา มุมกรอบกระจกหน้าด้านล่าง เสายึดกระจกมองข้างด้านขวา กรอบกระจกหน้าด้านบน แต่ละรอยเป็นรอยบุบยุบขนาดประมาณ 0.5 x 0.5 เซนติเมตร ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเป็นรูทะลุเข้าขนาดประมาณ 3.0 x 3.0 เซนติเมตร และกรอบกระจกประตูข้างขวาด้านในเป็นรอยบุบยุบขนาดประมาณ 0.9 x 1.2 เซนติเมตร รอยบุบยุบแต่ละรอยดังกล่าวไม่ลึกมาก คงมีแต่ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเพียงแห่งเดียวที่มีรูทะลุค่อนข้างลึก และมีกระจกบังลมหน้ารถแตกจากกระสุนปืน

ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนเลย แสดงว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอานุภาพร้ายแรงนัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 วรรคแรก สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้ให้ยิงใครจนถึงแก่ความตายเพียงแต่ต้องการให้รถบรรทุกของผู้เสียหายที่ 6 ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงรถบรรทุกดังกล่าวถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่อาจเล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นได้

เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานดังกล่าวซึ่งเป็นความรับผิดทางอาญาตามความผิดที่เกิดขึ้นจากการใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 87 วรรคแรก แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา แต่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคแรก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคแรก มาตรา 84 และมาตรา 87 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์ · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · ปดารณี ลัดพลี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3939/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1781/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2882/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้