Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 627358)

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ สำนวนแรก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357 สำนวนหลัง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 352, 357

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แต่ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เอาทรัพย์ตามฟ้องซึ่งเป็นสินสมรสไป ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านของจำเลยที่ 2 ตามหมายค้นเพื่อหาสิ่งของผิดกฎหมายอย่างอื่น พบทรัพย์ตามฟ้องและทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุของจำเลยที่ 2 อีกจำนวนมากอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายโบราณวัตถุเช่นเดียวกัน โดยมีการเก็บทรัพย์ตามฟ้องส่วนหนึ่งไว้ใต้บริเวณที่ใช้เป็นที่นอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 และโบกปูนปิดทับ

เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ที่ตรวจพบและทำบันทึกไว้ โจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง จึงมีการ แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า ยักยอก และจำเลยที่ 2 ว่า ลักทรัพย์หรือรับของโจร พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องสำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน แม้ทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังที่โจทก์ระบุว่าเป็นโบราณวัตถุ 217 ชิ้น และสร้อยลูกปัดโบราณ 332 เส้น จะเป็นทรัพย์คนละอย่างกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก แต่เมื่อการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนหลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรก จึงเป็นการกระทำในคราวเดียวอันเป็นกรรมเดียวกัน

ฟ้องสำนวนหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคดีตามฟ้องสำนวนแรกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการตามฟ้องสำนวนแรกอันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นพฤติการณ์ที่ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 น่าจะทราบความเป็นมาของทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่จำเลยที่ 1 นำไปไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องสอดเข้าไปในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรส เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความในคดีดังกล่าวร่วมกันส่งมอบพระพุทธรูป 12 องค์ ที่จำเลยที่ 2 นำไปฝากจำเลยที่ 1 ขายคืนแก่จำเลยที่ 2 ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสินสมรสทั้งหมดของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่ามีอะไรบ้าง เพราะจำเลยที่ 2 เพียงโต้แย้งเกี่ยวกับทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูป 12 องค์ เท่านั้น ทั้งได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ตามสำเนาบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า

นายประยงค์ พี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งรับเหมาก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกบางส่วนที่เป็นรูปปั้นพระพิฆเนศ รูปปั้นเจดีย์ และรูปปั้นตุ๊กตาชาย อย่างละ 1 ชิ้น ไปไว้ใต้เตียงนอนภายในบ้านของจำเลยที่ 2 รวมกับทรัพย์ที่เป็นโบราณวัตถุและสร้อยลูกปัดของจำเลยที่ 2 แล้วโบกปูนปิดทับไว้ เพราะเกรงว่าจะถูกลักไปเนื่องจากมีคนงานจำนวนมากมาทำงานก่อสร้างอาคารอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ส่วนทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้น นายประยงค์นำไปเก็บไว้ในห้องพักของตนซึ่งอยู่ภายในบ้านของจำเลยที่ 2 ดังนั้น หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะปกปิดทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกไม่ให้ถูกพบเห็นได้โดยง่ายแล้ว

เหตุใดจึงไม่ให้นายประยงค์นำทรัพย์ที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา 4 ชิ้นไปเก็บรวมไว้ใต้เตียงนอนที่มีการโบกปูนปิดทับด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เจตนาช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ตามฟ้องสำนวนแรกโดยรู้อยู่ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในสำนวนหลัง ส่วนสำนวนแรกให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จักรกฤช เจริญเลิศ · กษิดิ์เดช จีนสลุต · สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้