คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 91พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯจำเลยให้การรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง เพราะเหตุบันดาลโทสะศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เข้าเหตุบันดาลโทสะ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ข้อหาฐานมีอาวุธปืนโดยไม่รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 21 ปี 6 เดือน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำผิดเพราะเหตุบันดาลโทสะพิพากษาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นบันดาลโทสะแต่มีเหตุสมควรลงโทษให้เบาลง พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 วางโทษจำคุก 15 ปี คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาล
ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าจำเลยยิงผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะหรือไม่ พยานโจทก์ในที่เกิดเหตุคือนายมนัด จ่าสิบเอกประสิทธิ์ และนางมะลิ เบิกความยืนยันว่า เมื่อจำเลยส่งถุงปลาให้นางมะลิแล้ว จำเลยบอกนางมะลิว่าไม่เข้าบ้าน หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น เห็นจำเลยยิงผู้ตาย แล้วขับรถจักรยานยนต์หนีไป ไม่ปรากฏจากคำเบิกความพยานดังกล่าวเลยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้พูดอะไรกับจำเลย นางมะลิเป็นน้องสาวจำเลย จ่าสิบเอกประสิทธิ์เป็นน้อยเขย ส่วนนายมนัดก็รู้จักจำเลยตั้งแต่เด็ก บุคคลทั้งสนามล้วนแต่มีความใกล้ชิดกับจำเลย และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองอันใดกับจำเลย
เชื่อว่าได้เบิกความไปตามที่รู้เห็นจริงจึงฟังไม่ได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพราะผู้ตายพูดเยาะเย้ยเหยียดหยามจำเลยก่อน การที่จำเลยทราบเรื่องที่ผู้ตายข่มขืนกระทำชำเรานางพยอมภริยาจำเลยจากนางพยอมในตอนใกล้เที่ยงเมื่อจำเลยจับปลาได้จึงขับรถจักรยานยนต์นำไปให้บิดาในตอนเย็นระหว่างทางพบผู้ตายจึงใช้ปืนยิงผู้ตายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมีโทสะในขณะทราบเรื่องจากภริยา แต่จำเลยหาได้กระทำต่อผู้ตายในขณะมีโทสะหรือในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกระชั้นชิดกันดังกล่าวไม่เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยจำเลยไปจับปลาเช่นนี้ ที่จำเลยยิงผู้ตายเพราะพบกันอย่างบังเอิญ และไม่ปรากฏว่าผู้ตายกระทำการข่มเหงจำเลยอย่างใดอันเป็นการก่อให้จำเลยเกิดโทสะขึ้นมาอีก จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะในขณะถูกข่มเหงกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72พิพากษายืน.