คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339, 340 ตรี, 83, 33 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 51,000 บาท แก่เจ้าทรัพย์และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 13 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 51,000 บาท แก่เจ้าทรัพย์และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายบริเวณศีรษะ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมข กาญจนบุรี 129 ของผู้เสียหายที่ 1 ไปตามถนนแสงชูโต หมู่ที่ 9 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีนายศรชัยนั่งซ้อนท้ายตามหลังรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับนายศรชัยขับรถจักรยานยนต์ของกลางตามรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 มาด้วยกันตั้งแต่ต้น
เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 เครื่องดับ นายศรชัยได้เล็งอาวุธปืนมาที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 รถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ได้ล้มลง นายศรชัยได้เข้ามาขับรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 หลบหนีพร้อมกับจำเลย แม้จำเลยจะมิได้ทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และมิได้พารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 ไป แต่จำเลยก็อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลา หลังจากเกิดเหตุจำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไปพร้อมกับนายศรชัย พฤติการณ์ของจำเลยกับนายศรชัยเป็นการวางแผนกันมาก่อนและเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนายศรชัยได้ชวนจำเลยไปชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ ซึ่งจำเลยตกลงโดยจำเลยมีหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์
มีนายศรชัยนั่งซ้อนท้าย นายศรชัยมีอาวุธปืนสั้นติดตัวไปด้วย ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพฤติการณ์ของจำเลยเป็นตัวการสบคบร่วมกระทำความผิดกับนายศรชัยเพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาเพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยกับนายศรชัยสมคบกันมาตั้งแต่ต้นเพื่อชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยเห็นนายศรชัยพกอาวุธปืนมาด้วย ซึ่งการสมคบกันมาชิงทรัพย์นี้จำเลยย่อมคาดหมายได้ว่านายศรชัยย่อมจะใช้อาวุธปืนในการชิงทรัพย์ จำเลยจะอ้างว่าจำเลยไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องด้วยหาได้ไม่ ประกอบกับในการชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพานายศรชัยมาชิงทรัพย์ซึ่งนายศรชัยได้เล็งอาวุธปืนไปที่ผู้เสียหายที่ 2 แล้วใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป
การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมีนายศรชัยนั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายที่ 2 ขับมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งติดตามมาทันเนื่องจากรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 เกิดเหตุเครื่องดับกะทันหัน แล้วจำเลยกับนายศรชัยร่วมกันชิงเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางหลบหนีไป แสดงให้เห็นว่า หากจำเลยกับนายศรชัยไม่ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะขับติดตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ก็จะไม่สามารถติดตามผู้เสียหายที่ 2 ได้ทัน และทำการชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 สำเร็จ
รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ อันพึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.