Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การคำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อหากำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะต้องนำรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหักด้วยรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องนำรายได้ที่โจทก์ได้รับจากการสร้างถนนมารวมเป็นรายรับของโจทก์และต้องนำรายจ่ายที่บริษัท ศ. ซึ่งได้รับมอบจากโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการแทนได้จ่ายไปตามโครงการก่อสร้างถนนมาคิดคำนวณเป็นรายจ่ายของโจทก์ด้วย โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างถนน แต่โจทก์ให้บริษัท ศ. รับช่วงไปทั้งโครงการ โจทก์จึงนำรายจ่ายของบริษัท ศ มาหักได้เท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างของโครงการดังกล่าวเป็นรายจ่ายของโจทก์เองและเป็นรายจ่ายต้องห้าม ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวจึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร แม้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะคำนวณเบี้ยปรับทุกฐานความผิด แต่ให้เรียกเก็บในกรณีความผิดฐานเดียวกันเพียงอนุมาตราเดียว จึงไม่เป็นการเรียกเก็บเบี้ยปรับซ้ำซ้อน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/102/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เพิ่มขึ้นจากที่มีการประเมินเป็นจำนวน 21,425,233.65 บาท ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับที่ไม่ลงบัญชีเพิ่มจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้เพียง 140,233,622.65 บาท เป็น 161,658,856.30 บาท โดยนำรายได้ของโจทก์จากโครงการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย จำนวน 21,425,233.65 บาท มารวมด้วย ชอบหรือไม่ พิจารณาคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ว่า สำหรับงานที่โจทก์รับจ้างจากกรมโยธาธิการ (ถนนสายแม่ตาว - ริมเมย ) นั้น มีรายการค่าใช้จ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเป็นเงิน 24,383,800.42 บาท ซึ่งความจริงแล้วรายจ่ายดังกล่าวมิใช่รายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปจริงในการสร้างถนนสายแม่ตาว

- ริมเมย โดยโจทก์ได้มอบให้บริษัทศิรินิยม จำกัด เป็นผู้จัดซื้อแทน และได้เสียภาษีซื้อไปเรียบร้อยแล้วเป็นเงิน 1,507,675.29 บาท ซึ่งโจทก์ได้เรียกเก็บภาษีขายจากกรมโยธาธิการแล้วเช่นกัน ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธินำมาลงบัญชีเป็นภาษีซื้อได้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ โจทก์ยืนยันว่ารายจ่ายสำหรับรายได้ดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปในการรับจ้างก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย โดยโจทก์ให้บริษัทศิรินิยม จำกัด เป็นผู้จัดซื้อแทนโจทก์ ซึ่งการคำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อหากำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น จะต้องนำรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหักด้วยรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นตามมาตรา 65 วรรคสอง

แห่งประมวลรัษฎากร จึงชอบที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะนำรายได้ที่โจทก์ได้รับจากการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย จากกรมโยธาธิการ จำนวน 21,425,233.65 บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ตรวจสอบไว้แต่เห็นว่าโจทก์มอบให้บริษัทศิรินิยม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจึงมิได้คิดให้เป็นรายรับของโจทก์ มารวมเป็นรายรับที่ยังไม่ลงบัญชีของโจทก์ เพิ่มขึ้นจากที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินไว้เดิมเพียง 140,233,622.65 บาท เป็น 161,658,856.30 บาท ได้ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็พิจารณาให้โจทก์นำรายจ่ายที่บริษัทศิรินิยม จำกัด จ่ายไปตามโครงการก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย มาคิดคำนวณเป็นรายจ่ายของโจทก์ด้วย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่วนนี้จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยส่วนนี้ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพราะเห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์เท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า รายจ่ายจำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์นำรายรับจากโครงการสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย ที่โจทก์ได้รับจากกรมโยธาธิการมาเป็นรายรับของโจทก์แล้ว ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากโครงการดังกล่าวทั้งหมดจึงต้องถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กลับให้หักเฉพาะรายจ่ายที่บริษัทศิรินิยม จำกัด นำใบกำกับภาษีมาให้โจทก์เท่านั้น รายจ่ายส่วนที่โจทก์จ่ายไปเองในโครงการดังกล่าวจำนวน 7,698,432.29 บาท

กลับไม่ยอมให้นำมาหัก จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันเอง เพราะค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนอกจากค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าจ้างคนงาน ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง ยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารงานต่าง ๆ ที่บริเวณงานก่อสร้างด้วย เช่นค่าควบคุมงานให้เป็นไปตามสัญญา เห็นว่า เหตุผลที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า รายจ่ายของโจทก์จำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เองแต่โจทก์ให้บริษัทศิรินิยม จำกัด รับช่วงไปทั้งโครงการ จึงยอมให้โจทก์นำรายจ่ายของบริษัทศิรินิยม จำกัด มาหักได้เท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายจำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายของโจทก์เองไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างของโครงการดังกล่าว จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามนั้น

ได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้เพียงว่า โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เองทั้งโครงการ เงินได้ของโจทก์มีฐานที่มาจากรายการก่อสร้างถนนดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและได้อุทธรณ์ไปโดยถูกต้องแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย โดยโจทก์มิได้ระบุในคำฟ้องว่า รายจ่ายจำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปเพื่อการก่อสร้างถนนสายแม่ตาว -ริมเมย จริงหรือไม่อย่างไร และทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ารายจ่ายดังกล่าวมิใช่รายจ่ายต้องห้ามและสามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้อย่างไร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในปัญหานี้มาจึงชอบแล้ว

อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรตั้งแต่เดือนภาษีพฤษภาคมถึงธันวาคม 2540 รวม 625,257.56 บาท (ที่ถูก 625,257.61 บาท) แล้วกำหนดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบหรือไม่ ในส่วนภาษีซื้อต้องห้ามจำนวน 625,257.61 บาท นั้น มาจากรายจ่ายต้องห้ามที่ฟังยุติตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในเบื้องต้นแล้วว่า รายจ่ายของโจทก์จำนวน 7,698,432.29 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามเพราะไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับโครงการถนนสายแม่ตาว - ริมเมย อย่างไร ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าว จึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/5 (3)

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวมีมูลค่าฐานภาษี 6,759,714.53 บาท คิดเป็นภาษีซื้อต้องห้ามของเดือนภาษีพฤษภาคมถึงธันวาคม 2540 เป็นเงิน 625,257.61 บาท ตามสรุปรายจ่ายต้องห้ามและภาษีซื้อต้องห้าม ส่วนการคำนวณเบี้ยปรับนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้คำนวณเบี้ยปรับทุกฐานความผิดแต่ให้เรียกเก็บในกรณีความผิดฐานเดียวกันเพียงอนุมาตราเดียว จึงไม่เป็นการเรียกเก็บเบี้ยปรับซ้ำซ้อน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน...

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ. 3)/102/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการถนนสายแม่ตาว - ริมเมย เพิ่มขึ้นจากที่มีการประเมินเป็นจำนวน 21,425,233.65 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · องอาจ โรจนสุพจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายอรรณพ วิทูรากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.23/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ221/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้