คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง ระบุว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 ทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 ให้ชัดและโจทก์มีประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 มาแสดง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรของนายกอหรือนายโกยลิก้อตามฟ้อง ชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยดังกล่าวเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทุกประการและสรุปว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าอยู่ในเขตประทานบัตรหมายเลข 4768/3439 ที่นายกอหรือนายโกยลิก้อได้รับอนุญาตจากทางราชการเมื่อปี
พ.ศ.2548 ส่วนจำเลยที่ 6 และที่ 8 ก็ไม่ได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในที่ดินแปลงประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรเหมืองแร่เลขที่ 4768/3439 ที่ทางราชการออกให้นายกอหรือนายโกยลิก้อตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าวถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 บัญญัติว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วย
เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทของโจทก์ โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนให้มีวัตถุประสงค์ในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งแปดและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นต่อสู้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย
อนึ่ง เห็นสมควรชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 8 ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 245 (1), 246, 247 สำหรับปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ยกขึ้นวินิจฉัย
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ