Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพากษาจึงถึงที่สุด แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย คำพิพากษาจึงถึงที่สุด แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายแล้ว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือเหตุสุดวิสัยก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอได้ กรณีไม่มีเหตุที่จำเลยจะมาร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 147 ป.วิ.พ. มาตรา 226 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ป.วิ.พ. มาตรา 145

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 79 โดยให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินและการจดทะเบียนการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2502 ระหว่าง นางปลั่ง แซ่ฮ้อ ผู้ให้ กับนายเต่ง แซ่เอี้ยว หรือจำเลย ผู้รับให้และให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 52062 หากจำเลยไม่ไปเพิกถอนสัญญาให้และการจดทะเบียนการให้ที่ดินแปลงดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย เนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์และคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยอ้างเหตุสุดวิสัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุสุดวิสัยให้ยกคำร้องและสั่งในอุทธรณ์ว่า ศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยาย จึงไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 4 มิถุนายน 2546 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้พิพากษาบางคนที่ร่วมลงชื่อในคำพิพากษามิได้นั่งพิจารณาด้วย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 236

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยมิได้โต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ที่ศาลยุติธรรมจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2546 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นออกให้โจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างเหตุว่า จำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนดเวลา ศาลได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดโดยชอบ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น เมื่อรวมอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดเท่ากับจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ 1 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลจำนวน 2 ฉบับ

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในกรณีที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นว่า

จำเลยอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา ทั้งเหตุที่จำเลยนำมาเป็นข้ออ้างในการยื่นอุทธรณ์ล่าช้าก็หาใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่สมควรจะรับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ จึงให้ยกคำร้องแต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยอีก 2 ฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นได้ออกให้แก่โจทก์นั้น ล้วนเป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นได้สั่งหลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว คำสั่งทั้งสองประการดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา อีกทั้งมิได้มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองดังกล่าวภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่มีคำสั่งโดยแยกยื่นอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ศาลชั้นต้นได้สั่งรับอุทธรณ์ทั้ง 2 ฉบับของจำเลยไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบอย่างไรก็ดี

แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและประเด็นที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดที่ศาลชั้นต้นออกให้แก่โจทก์ แต่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นทั้งสองข้อดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปจึงมีว่า ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่ศาลยุติธรรมจะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น จะต้องเป็นเรื่องของข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี

ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ผู้พิพากษาบางคนที่ลงชื่อเป็นองค์คณะในคำพิพากษามิใช่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่าคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาซึ่งจำเลยจะต้องว่ากล่าวโต้แย้งโดยการยื่นอุทธรณ์ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจึงชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่าศาลชั้นต้นยกคำร้องที่จำเลยขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขยายระยะเวลาอุทธรณ์ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยก็มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยายคำพิพากษาจึงถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นชอบที่จะออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ร้องขอได้ แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายแล้ว โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือเหตุสุดวิสัยก็ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำสั่งศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้ว กรณีจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีเหตุที่จำเลยจะมาร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดนั้นเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8377/2553

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งคำร้องของจำเลยที่ 2 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราช…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 266719)

จำเลยโต้แย้งว่า ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม, 33 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 8 (4) (9) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ ขอให้ศาลล้มละลายกลางส่งคำร้องข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2541

ทนายความของจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามอำนาจที่ระบุไว้ในใบแต่งทนายความและในวันทำสัญญาดังกล่าว จำเลยก็มาศาลและทราบเงื่อนไขต่าง ๆ ในสัญญาด้วยหลังจากที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และศาลชั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2541

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กองมรดกของจำเลยร่วมกันชำระเงิน แก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลย อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้