คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนที่ 2ว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3ถึงที่ 7 ตามลำดับโจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม2532 เวลากลางคืน จำเลยทั้งเจ็ด กับพวกที่ยังหลบหนีเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นและจำเลยที่ 2 เอง เป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปซึ่งนางสาวสุวรรณ์ พิมพ์สิงห์ ผู้เสียหายอายุ 18 ปี โดยใช้อุบายหลอกลวงว่าจะพาไปเป็นลูกจ้างช่วยขายรองเท้าความจริงแล้วมีเจตนาพาไปเพื่อการอนาจารผู้เสียหายหลงเชื่อจึงถูกจำเลยทั้งเจ็ดกับพวกพาไปจากนายส่วนและนางสมบัติพิมพ์สิงห์ บิดามารดาจากตำบลโนนทัน
อำเภอหนองเรือจังหวัดขอนแก่น ไปพักที่โรงแรมแสนสำราญในเขตเทศบาลเมืองขอนแก่นแล้วนายไพรวัลย์ ประทุมบุญ พวกของจำเลยทั้งเจ็ดและจำเลยที่ 2ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้งโดยขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้และต่อมาระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2532 ถึงวันที่ 13 มกราคม 2533เวลากลางวันและกลางคืน จำเลยทั้งเจ็ดกับพวกได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังข่มขืนใจให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร โดยพาไปตามสถานบริการต่าง ๆ เพื่อให้ชายอื่นสำเร็จความใคร่กับผู้เสียหาย โดยจำเลยกับพวกขู่เข็ญบังคับผู้เสียหายเหตุความผิดดังกล่าวเกิดที่ตำบลโนนทัน
อำเภอหนองเรือตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เกี่ยวพันกันขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 283 วรรคแรก, 284, 310 กับขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276 วรรคแรก,283 วรรคแรก, 310จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 283 วรรคแรก, 310 วรรคแรกการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักจำคุกคนละ 5 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 283 วรรคแรก, 284 วรรคแรก ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 5 ปี
อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 จากสารบบความของศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 และเป็นน้องสาวจำเลยที่ 5จำเลยที่ 3 เป็นมารดาของนายไพรวัลย์ ประทุมบุญ จำเลยที่ 4เป็นสามีจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 ที่ 5 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 6คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 ว่าจำเลยดังกล่าวได้กระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่ผู้เสียหายเบิกความพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับนายไพรวัลย์ไปหลอกลวงผู้เสียหายที่บ้าน
การนัดหมายที่นายไพรวัลย์พาผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แล้วพากันไปที่บ้านจำเลยที่ 5และจำเลยที่ 7 ตลอดจนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันควบคุมผู้เสียหายและพาผู้เสียหายไปบังคับให้ค้าประเวณี แล้วต่อมานายไพรวัลย์ได้นำผู้เสียหายเดินทางเพื่อไปทำงานเป็นหญิงบริการในสถานอาบอบนวดที่อำเภอหาดใหญ่ และประเทศมาเลเซียต่อไปนั้น เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 7 กับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันกระทำความผิดเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งผู้เสียหายโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งนี้ โดยเจตนาเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น และเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง และใช้วิธีขู่เข็ญบังคับ กับหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายจริงแต่อย่างไรก็ดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปเพื่อให้นายไพรวัลย์ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย โดยใช้อุบายหลอกลวงว่านายไพรวัลย์มีงานให้ผู้เสียหายทำ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก, 284 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกที่หลบหนีโดยเจตนาเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไป ซึ่งผู้เสียหายโดยร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ความจริงจำเลยกับพวกมีเจตนาพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารผู้เสียหายถูกจำเลยกับพวกพาตัวไปพัก ซึ่งผู้เสียหายโดยร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงความจริงจำเลยกับพวกมีเจตนาพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารผู้เสียหายถูกจำเลยกับพวกพาตัวไปที่โรงแรมแสนสำราญนายไพรวัลย์ ประทุมบุญ พวกของจำเลยที่หลบหนีได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่หลายครั้ง ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องและทางพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังมาดังกล่าวซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปเพื่อสำเร็จความใคร่ของนายไพรวัลย์ผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายแล้วนายไพรวัลย์พาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว ก็โดยเจตนาเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นซึ่งจำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังและบังคับขู่เข็ญให้ผู้เสียหายค้าประเวณีในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยที่ 1เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันไปโดยเจตนาเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเพียงประการเดียว จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 บทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรกเพียงกระทงเดียว ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก, 83 จำคุก 5 ปี เพียงกระทงเดียวนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1