Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6453/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าการโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเป็นการโฆษณาของบริษัทอื่นไม่ใช่ของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ 1 ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ทำการใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 ผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 มูลความแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ อันจะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) มาใช้บังคับจึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2537 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่า ที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เล่มรวมหมวดธุรกิจฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเขตพระนครหลวง ประจำปี ประเภทธุรกิจดูดความชื้น - อุปกรณ์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ตกลงค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อได้มีการตีพิมพ์โดยแบ่งชำระเป็น ๓ งวดเท่า ๆ กัน งวดแรกชำระในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ งวดที่สองชำระในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และงวดที่สามชำระในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๗ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากยอดที่ค้างชำระ ในการว่าจ้างโจทก์

ลงโฆษณาดังกล่าวได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือโดยมีจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา โจทก์พิมพ์โฆษณา ใส่สมุดโทรศัพท์ให้จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ ๗ จากยอดเงินค่าจ้างจำนวน ๔,๙๕๙ บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๘,๓๓๒ บาท รวมต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐๔,๑๒๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐๔,๑๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๒ รับผิดใช้เงินตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีมีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้คดีไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) จึงต้องฟังว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความไปด้วยหรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ว่า การโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษตามเอกสารหมาย

จ.๗ แผ่นที่ ๒ เป็นการโฆษณาของบริษัทยูบีทีเอนจิเนียริ่ง จำกัด ไม่ใช่บริษัทจำเลยที่ ๑ แต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทของจำเลยที่ ๑ และกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ ๑ ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ทำการใด ๆ แทน จำเลยที่ ๑ ผลแห่งการวินิจฉัยกล่าวทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ มูลแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้แบ่งแยกกันมิได้ อันจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑)

มาใช้บังคับ จึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาทนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ผล อนุวัตรนิติการ · พิชิต คำแฝง · โนรี จันทร์ทร
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายวิทยา วิมลสุรนาถ
ศาลอุทธรณ์ - นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้