Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6459/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บัตรภาษีมีมูลค่าเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในบัตรภาษีนำไปใช้แทนเงินสดในการชำระภาษีแก่กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตได้ หากการได้รับบัตรภาษีไว้เป็นลาภมิควรได้ก็ต้องถือว่าทรัพย์สินที่ได้รับไว้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 412 กฎหมายบัญญัติหลักในการคืนเงินที่เป็นลาภมิควรได้ว่า ผู้ได้รับนั้นต้องคืนเงินเต็มจำนวน ส่วนการคืนลาภมิควรได้เพียงบางส่วนที่ยังคงมีอยู่ในขณะที่เรียกคืนเพราะได้รับมาโดยสุจริตเป็นข้อยกเว้น เมื่อจำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของตน เพราะปัญหาว่าสุจริตหรือไม่เป็นข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยรับเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้ไว้โดยสุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง แม้โจทก์และจำเลยไม่ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นการคำนวณและระบุจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรแก้ไขให้ถูกต้องได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 412 ป.วิ.พ. มาตรา 198 ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากร จำนวน 215,209.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 130,630.61 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 215,209.46 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,630.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บริษัทโลตัสสยามเอ็กซปอร์ต จำกัด ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่า บริษัทได้ส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออก 7 ฉบับ บริษัทมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย และขอโอนสิทธิในการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยยื่นคำขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีที่โจทก์จะออกให้ตามคำขอของบริษัทดังกล่าว โดยสัญญาว่า กรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด

ๆ ทั้งสิ้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าใบขนสินค้าขาออกที่บริษัทสยามโลตัสเอ็กซปอร์ต จำกัด ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง และบริษัทมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย จึงจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีมูลค่า 164,990.50 บาท ให้แก่จำเลย และจำเลยนำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแล้วเป็นเงิน 130,630.61 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่าใบขนส่งสินค้าขาออกที่บริษัทสยามโลตัสเอ็กซปอร์ต จำกัด ได้ยื่นประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีใบขนสินค้าขาออก 5 ฉบับ ที่สำแดงเท็จ ไม่มีการส่งออกสินค้าตามที่ระบุในใบขนสินค้าขาออก

บริษัทไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามคำขอที่ยื่น โจทก์ทวงถามจำเลยให้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษี 130,630.61 บาท แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เพราะจำเลยได้รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนซึ่งเป็นลาภมิควรได้ จำเลยนำบัตรภาษีไปใช้หมดแล้วไม่มีบัตรภาษีหรือเงินเหลืออยู่ จึงไม่ต้องใช้คืนหรือไม่ เห็นว่า บัตรภาษีมีมูลค่าเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในบัตรภาษีและนำไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตได้ จึงถือได้ว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 ที่บัญญัติว่า

"ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน" คดีมีปัญหาประการต่อมาว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กฎหมายบัญญัติหลักในการคืนลาภมิควรได้ที่เป็นเงินว่า ผู้ได้รับต้องคืนเงินนั้นเต็มจำนวน ส่วนการคืนเงินลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเรียกคืนเพราะได้รับมาโดยสุจริตนั้นเป็นข้อยกเว้น เมื่อจำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของตน

เพราะปัญหาว่า "สุจริตหรือไม่" เป็นข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยรับเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้ไว้โดยสุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2546 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2547) เป็นจำนวน 84,578.85 บาท ซึ่งเป็นจำนวนตามที่โจทก์คำนวณนับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษี และพิพากษาให้จำเลยใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องรวม 215,209.46 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินที่รวมดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณนับแต่วันที่จำเลยได้รับบัตรภาษี คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางจึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์และจำเลยจะไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ แต่กรณีเป็นการคำนวณและระบุจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงิน 130,630.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กรกฎาคม 2547) ให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 84,578.85 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล · ทองหล่อ โฉมงาม · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางณัชชา พานิชวราห์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2566

แม้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8795/2558

โจทก์บรรยายฟ้องในตอนต้นว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่นบรรดาที่เรียกเก็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8448/2558

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง นั้น จำเลยย่อมอุท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9488/2556

ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอาหารและมีเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลในปีภาษีพิพาท แต่โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลเท่านั้น การท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2554

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระบุปีภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณภาษี ภาษีที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้