Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของจำเลยบรรยายเกี่ยวกับข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาอันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 1 และอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวแล้วแม้จะไม่มีเอกสารประกอบข้ออ้างนั้นก็ย่อมเป็นคำบรรยายฟ้องที่แสดงแจ้งชัดแล้ว ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาจะมีอยู่หรือไม่อย่างไรย่อมสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา หาจำต้องแนบมากับคำฟ้องไม่ ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่า จำเลยมิได้บรรยายว่าจำเลยได้รับความเสียหายอย่างไรจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่โจทก์ที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่เป็นโจทก์ในสำนวนแรกและคำให้การของโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่เป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองนั้นกล่าวไว้อย่างเดียวกันว่าในวันนัดลงนามในสัญญาก่อสร้างกับจำเลยนั้นจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบว่าหนังสือของบริษัท ซ. ที่โจทก์ที่ 1 ยื่นแก่จำเลยครั้งแรกไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ที่1 ลงนามในสัญญาแทนบริษัท ซ. ได้ ในวันนั้นโจทก์ที่ 1 จึงลงนามไปฝ่ายเดียวก่อน โดยจะจัดการให้บริษัท ซ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจลงนามมายื่นแก่จำเลยอีกครั้งหนึ่งคำฟ้องและคำให้การของโจทก์ที่ 1 เช่นนี้จึงเป็นการยอมรับแล้วว่าในการลงนามในสัญญาก่อสร้างจะต้องให้บริษัท ซ. ลงนามด้วยดังนั้นที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเพราะโจทก์ที่ 1 ไม่มีหน้าที่จะต้องนำบริษัท ซ. มาลงนามด้วยเพียงแต่โจทก์ที่ 1 ลงนามฝ่ายเดียวในสัญญาก็สมบูรณ์แล้วเนื่องจากมิได้มีข้อกำหนดระบุไว้เช่นนั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยเรียกให้โจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 1เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลยโจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า จำเลยได้ดำเนินการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาเบื้องต้นเพื่อเปิดประมูลการทำสัญญาก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-ท่าเรือ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องมีบริษัทผู้ร่วมดำเนินงานในต่างประเทศเข้าร่วมดำเนินงานด้วย โจทก์ได้ยื่นความจำนงขอเข้ารับการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาเบี้องต้นต่อจำเลยโดยเสนอบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด แห่งประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นบริษัทผู้ร่วมดำเนินงาน

จำเลยได้คัดเลือกให้โจทก์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาเบื้องต้นมีสิทธิเข้าร่วมประมูลการก่อสร้าง โดยบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ร่วมดำเนินงานได้ โจทก์ซื้อแบบพิมพ์เพื่อยื่นประมูลและได้ยื่นประมูลการก่อสร้างต่อจำเลยในราคา 450,454,000 บาท โดยมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสีลมเป็นผู้ค้ำประกันซองประกวดราคาในวงเงิน 10,000,000 บาท วันที่3 พฤษภาคม 2522 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลการก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-ท่าเรือ ได้ให้ไปทำสัญญากับจำเลย ต่อมาโจทก์ได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-ท่าเรือ กับจำเลย เนื่องจากในสัญญาดังกล่าวจะต้องมีบริษัทผู้ร่วมดำเนินงานลงนามด้วย จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า

หนังสือของบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด ที่โจทก์ยื่นต่อจำเลยในครั้งแรกนั้นไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ลงนามในสัญญาแทนได้ให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจของบริษัทดังกล่าวมาใหม่ เมื่อโจทก์นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาแสดงต่อจำเลย จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมให้โจทก์ลงนามในสัญญาแทนบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด และต่อมานายคิม กุย เต็ก ประธานกรรมการบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัดได้เดินทางมาเพื่อลงนามในสัญญาจำเลยก็ไม่ยอมที่สุดจำเลยบอกเลิกความตั้งใจที่จะให้โจทก์และบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทางด่วนดังกล่าว และแจ้งริบเงินค้ำประกันซองจำนวน 10,000,000 บาท จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสีลม โดยไม่มีเหตุอันจะอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 52,000,000 บาท และให้ถอนการริบเงินค้ำประกัน10,000,000 บาท จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสีลมโจทก์สำนวนหลังฟ้องว่า โจทก์ได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทต่าง ๆทั้งภายในและภายนอกประเทศส่งรายละเอียด คุณสมบัติต่าง ๆ และผลงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการก่อสร้างเพื่อคัดเลือกเป็นผู้รับเหมาเบื้องต้นเข้าร่วมในการประกวดราคาก่อสร้างทางด่วนขึ้นที่หนึ่งในกรุงเทพมหานครสายบาลนา-ท่าเรือ โดยบริษัทผู้แสดงความจำนงจะร่วมงานกับบริษัทอื่นหนึ่งหรือสอบบริษัทก็ได้ จำเลยที่ 1 ได้แสดงความจำนงขอเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้รับเหมาเบื้องต้นโดยระบุว่า จำเลยที่ 1 ร่วมค้ากับบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด

แห่งประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 กับบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จึงคัดเลือกให้จำเลยที่ 1 กับบริษัทดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาเบื้องต้นมีสิทธิเข้าประมูลการก่อสร้างได้ 2 สัญญา และแจ้งให้ทราบว่าจะได้รับพิจารณาต่อเมื่อมีเช็คหรือหนังสือค้ำประกันตามแบบที่กำหนดไว้โดยธนาคารหรือสถาบันการเงินที่โจทก์ยอมรับกับสั่งจ่ายในนามของโจทก์ จำนวนเงินค้ำประกันซองประกวดราคาสำหรับสัญญาที่ 1 เป็นเงิน 10,000,000 บาท และสัญญาที่ 2 เป็นเงิน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ยื่นซองประกวดราคาทางด่วนสายบางนา-ท่าเรือ สัญญาที่ 1 ช่วงระหว่างถนนเกษมราษฎร์-ถนนสุขุมวิท ซอย 50 ต่อโจทก์ ในวงเงิน 452,000,000 บาท

มีจำเลยที่ 2เข้าทำสัญญาค้ำประกันการประกวดราคา โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1และบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด ทราบ และให้ร่วมกันมาลงนามในสัญญาก่อสร้างกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำบริษัทซิน ดอง ยางก่อสร้าง จำกัด ผู้ร่วมค้ากับจำเลยที่ 1 มาลงนามในสัญญาก่อสร้างได้จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนไปหลายครั้ง แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ ที่สุดโจทก์ได้รับแจ้งจากบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัดปฏิเสธไม่รับรู้เรื่องการประกวดราคาก่อสร้างดังกล่าวตลอดจนเป็นผู้ร่วมค้ากับจำเลยที่ 1 และแจ้งด้วยว่านายคิม กุย เต็ก ไม่มีสิทธิทำการใด ๆ แทน โจทก์เป็นว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไขสัญญาการประกวดราคา โจทก์จึงบอกเลิกการลงนามในสัญญารับเหมาก่อสร้างการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำบริษัทซิน

ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัดมาร่วมลงนามในสัญญากับโจทก์ได้ เป็นการผิดเงื่อนไขในสัญญาการประกวดราคา โจทก์มีสิทธิริบเงินประกันซองจำนวน 10,000,000 บาทโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนำเงินดังกล่าวชำระให้โจทก์ภายในกำหนด 7 วัน แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,562,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยสำนวนแรกให้การว่า จำเลยขึ้นทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาเบื้องต้นมีสิทธิเข้าประมูลการก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-ท่าเรือ ได้ เพราะหลงเชื่อเอกสารหลักฐานที่โจทก์นำมาแสดง ซึ่งความจริงบริษัทซิน

ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นในการที่โจทก์นำชื่อและผลงานของบริษัทมาเสนอต่อจำเลยนายคิม กุย เต็ก มิได้มีตำแหน่งในบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัดไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะกระทำแทนบริษัท หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงมาแต่ต้นจำเลยจะไม่รับพิจารณาโจทก์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาเบื้องต้นอย่างแน่นอน จำเลยแจ้งให้โจทก์นำบุคคลผู้มีอำนาจมาลงนามในนามของบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกดั โดยให้แสดงหนังสือเกี่ยวกับอำนาจในการลงนามให้ถูกต้องหรือนำใบมอบอำนาจของบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้าง จำกัด ที่มีการรับรองตามขั้นตอนถูกต้องตามหลักสากลว่าด้วยการมอบอำนาจระหว่างประเทศมาแสดงเพื่อลงนามในสัญญาหลายครั้ง แต่โจทก์ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จึงเป็นความผิดของโจทก์เองทั้งหมด

จำเลยจึงบอกเลิกการทำสัญญาและแจ้งริบเงินประกันซองประกวดราคา โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยได้ จำเลยมิได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์เอง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายให้ชัดเจนว่าจำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์ข้อไหน อย่างใดหรือละเมิดต่อโจทก์อย่างไร จำเลยไม่สามารถต่อสู้ได้ถูกต้องขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิริบเงินค้ำประกันซองประกวดราคาจำนวน 10,000,000 บาทโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเสียหายซึ่งได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามสำนวนแรกแล้วขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังให้การว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเงื่อนไขการประกวดราคาโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 และไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก และให้จำเลยทั้งสองในสำนวนหลังร่วมกันชดใช้เงินค้ำประกันซองประกวดราคาจำนวน 10,000,000บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่21 กันยายน 2521 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ในสำนวนหลังโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 21 กันยายน 2522 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"...มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้2 ข้อ คือ(1) ฟ้องของจำเลยเคลือบคลุมหรือไม่ และ(2) การที่จำเลยไม่ยอมทำสัญญาก่อสร้างทางกับโจทก์ที่ 1 เป็นเพราะโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิบอกปัดไม่ลงนามในสัญญาและริบเงินประกันซองประกวดราคา หรือเป็นเรื่องที่จำเลยไม่ยอมทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยไม่มีเหตุจะอ้างได้โดยชอบ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1พิเคราะห์แล้ว สำหรับในประเด็นข้อแรกตามฎีกาของโจทก์ที่ 2นั้น

จำเลยบรรยายฟ้องอ้างถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาอันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 1 ว่ามีตามข้อ 1.2.7 และ 1.3.8และอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ได้ทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าวแล้ว แม้จะไม่ได้มีเอกสารประกอบข้ออ้างนั้นก็ย่อมเป็นคำบรรยายฟ้องที่แสดงแจ้งชัดแล้ว ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาจะมีอยู่หรือไม่อย่างไรย่อมสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา หาจำต้องแนบมากับคำฟ้องไม่ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยอ้างว่าจำเลยมีสิทธิริบเงินประกอันซองประกวดราคาเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่จำเลยมิได้บรรยายว่าจำเลยได้รับความเสียหายอย่างไร จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่โจทก์ที่ 1 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำหรับในประเด็นข้อที่สองนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นเอกสารประกวดราคาต่อจำเลยโดยรับทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จำเลยระบุไว้ เมื่อจำเลยแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ชนะการประกวดราคาให้มาทำสัญญา โจทก์ที่ 1 และจำเลยย่อมต้องผูกพันตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของการประกวดราคา ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ข้อ 1.3.3 "การทางพิเศษแห่งประเทศไทยสงวนไว้ซึ่งสิทธิในการบอกเลิกการให้ทำสัญญากับผู้ที่ได้รับแจ้งว่าเป็นผู้ประกวดราคาได้เมื่อไรก็ได้ก่อนที่สัญญานั้นจะมีการลงนามโดยสมบูรณ์ทุกฝ่ายโดยคู่กรณีจะไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย" ข้อ 1.3.8 "หากผู้ยื่นซองประกวดราคาไม่มาลงนามในสัญญาและไม่ส่งมอบหนังสือค้ำประกันสัญญาที่ถูกต้องภายในกำหนด 15 วันหลังจากได้รับหนังสือแจ้งให้มาทำสัญญาจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแล้วให้ถือเป็นสาเหตุยกเลิกการทำสัญญาดังกล่าวได้ และให้ริบเงินประกันซองประกวดราคาเป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น"

อันมีความหมายโดยย่อว่า ก่อนที่จะได้มีการลงนามในสัญญาโดยสมบูรณ์ทั้งสองฝ่าย จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกการทำสัญญาได้ และสิทธิบอกเลิกการทำสัญญาที่ได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งก็เป็นดังที่ระบุไว้ในข้อ 1.3.8 คือการที่ผู้ชนะการประกวดราคาไม่มาลงนามในสัญญาและไม่ส่งมอบหนังสือค้ำประกันสัญญาเรื่องนี้โจทก์ที่ 1 ยื่นซองประกวดราคาโดยมีบริษัทซิน ดอง ยางเป็นผู้ร่วมดำเนินการ เมื่อจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 และบริษัทซิน ดอง ยาง ทราบว่าเป็นผู้ชนะการประกวดราคาและกำหนดวันทำสัญญาก่อสร้างตามเอกสารหมาย ล.38 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ลงนามในสัญญาแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธมิให้โจทก์ที่ 1 ลงนามในสัญญาแทนบริษัทซิน ดอง ยาง เพราะในตอนแรกโจทก์ที่ 1 ไม่มีใบมอบอำนาจจากนายคิม

กุย เต็ก โดยมีโนตารีปับลิกรับรองพร้อมทั้งการรับรองอื่น ๆและต่อมาเมื่อมีใบมอบอำนาจที่มีการรับรองก็ดี และนายคิม กุย เต็กมาขอลงนามในสัญญาเองก็ดี จำเลยก็ไม่ยอมให้มีการลงนามในสัญญาโดยจำเลยได้รับหนังสือจากบริษัทซิน ดอง ยาง ว่านายคิม กุย เต็กไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ซึ่งในประเด็นดังกล่าวโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาหลายประการ ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ดังต่อไปนี้ที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ที่ 1 มิได้ผิดสัญญาเพราะโจทก์ที่ 1 ไม่มีหน้าที่จะต้องนำบริษัทซิน ดอง ยาง มาลงนามด้วย เพียงแต่โจทก์ที่ 1 ลงนามผู้เดียวสัญญาก็สมบูรณ์แล้วเนื่องจากมิได้มีข้อกำหนดระบุไว้เช่นนั้น และโจทก์ที่ 1 ก็ได้ยื่นซองประกวดราคาในนามของโจทก์ที่ 1 เองนั้น

เห็นว่า คำให้การของโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่โจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยที่ 1 ในคดีสำนวนที่สองนั้น โจทก์ที่ 1 ให้การเพียงว่า "พอถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2522 อันเป็นวันนัดลงนามในสัญญา บริษัทจำเลยที่ 1 จึงได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างและเนื่องจากในสัญญาดังกล่าวจะต้องมีบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้างจำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมดำเนินงานร่วมลงนามในสัญญาด้วย โจทก์ได้แจ้งให้บริษัทจำเลยที่ 1 ทราบว่า หนังสือของบริษัทซิน ดอง ยาง ก่อสร้างจำกัด ที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแก่โจทก์ครั้งแรกนั้นมิใช่หนังสือมอบอำนาจให้บริษัทจำเลยที่ 1 ลงนามในสัญญาได้..." และในคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่เป็นโจทก์ในคดีสำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ก็กล่าวอย่างเดียวกัน ฉะนั้นจึงเป็นการที่โจทก์ที่ 1ยอมรับแล้วว่า ในการลงนามในสัญญาก่อสร้างจะต้องให้บริษัทซิน ดอง ยางลงนามด้วย ฎีกาดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิเวศน์ คำผอง · ยงยุทธ ธารีสาร · ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2176/2559

แม้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุโดยตรงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 2 ก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ แต่ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2552

โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัท พ. มีหน้าที่ต้องแจ้งเรื่องที่บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเลิกบริษัทให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัททราบ เพื่อโจทก์จะได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5778/2550

เช็คพิพาททั้งสองฉบับระบุจ่ายชื่อโจทก์หรือผู้ถือ จึงเป็นเช็คผู้ถือ เมื่อโจทก์เป็นผู้ถือเช็คพิพาททั้งสองฉบับในขณะที่โจทก์นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2546 (เลขอ้างอิง 50806)

จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งถึงลักษณะสภาพและขนาดของอาคาร ที่จำเลยฎีกาว่าตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2493 ให้ความหมายของคำว่า ชายคาและกันสาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้