Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6502/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 141 (3) กำหนดแต่เพียงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีรายการแห่งคดีซึ่งหมายถึงต้องมีชื่อเรื่อง คำฟ้อง และคำให้การเพื่อกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่มิได้บังคับว่าคำพิพากษาต้องมีทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงจะเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้คงมีแต่เพียงทางนำสืบของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ให้การรับในประเด็นสำคัญตามคำฟ้องของโจทก์และมิได้นำสืบต่อสู้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์มาเขียนรวมไว้ในตอนวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ถือเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความ 4,000 บาท แทนโจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ไว้เพียง 3,000 บาท จึงเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 70/774 หมู่ที่ 7 ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 80,000 บาท และร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 70/774 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 16,000 บาท นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2546 จำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 70/774 หมู่ที่ 7 ถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี จากโจทก์ กำหนดเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 25 เมษายน 2549 ค่าเช่าปีแรกเดือนละ 13,000 บาท ปีต่อไปเดือนละ 15,000 บาท ตามสัญญาเช่า จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทภายในเดือนสิงหาคม 2548 และรับว่ายังคงค้างชำระค่าเช่าอีก 20,000 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้กล่าวถึงทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองถือว่าไม่มีรายการแห่งคดีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (3) นั้น เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต้องมีรายการแห่งคดีซึ่งหมายถึงต้องมีชื่อเรื่อง คำฟ้อง และคำให้การเพื่อกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่มิได้บังคับว่าคำพิพากษาต้องมีทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงจะเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้คงมีแต่เพียงทางนำสืบของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ให้การรับในประเด็นสำคัญตามคำฟ้องของโจทก์และมิได้นำสืบต่อสู้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์มาเขียนรวมไว้ในตอนวินิจฉัยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์กล่าวโดยแจ้งชัดแล้วว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดค้างชำระค่าเช่าตึกแถวพิพาทตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทภายในเดือนเสิงหาคม 2548 แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวโจทก์จึงมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวพิพาท คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชัดเจนแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษานอกประเด็นในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่าจะยินยอมขนย้ายบริวารและทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวพิพาทของโจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2548 เมื่อครบกำหนดจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโจทก์จึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกว่าให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทภายใน 15 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยอมออกจากตึกแถวพิพาทภายในเดือนสิงหาคม 2548 ตามบันททึกข้อตกลง โจทก์มีสิทธิฟ้องขับใล่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นตามคำฟ้องโจทก์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง คดีฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ถือเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์มีคำขอเรียกค่าเสียหายมาด้วย ก็ไม่ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความ 4,000 บาท แทนโจทก์นั้นไม่ชอบ เพราะตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ไว้เพียง 3,000 บาท จึงเกินอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาศาลละ 1,500 บาท แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิศเรศ ชัยรัตน์ · มงคล ทับเที่ยง · พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2568

การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458การแสดงความยินยอมนั้นจะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับ ร. มีกำหนดเวลา 10 ปี และเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งมีข้อตกลงว่า หากสัญญาสิ้นสุดแล้วให้ต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี แต่ ร. ถึงแก่ความตายแล้ว ขอใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3036/2566

จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการตัดสินใจรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจร่างกายเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 3 และหากมีผู้เข้าร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 จำนวนมากก็จะทำให้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์จาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3452/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีในส่วนแพ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2563

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พร้อมทั้งขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงเป็นการฟ้องคดีแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้