Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 654/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งตามกฎหมายเรื่องจ้างทำของมิได้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับการที่ผู้รับจ้าง จะบอกเลิกสัญญาได้ ทั้งไม่ปรากฏข้อสัญญาระหว่าง พ. ทนายความกับจำเลยว่าจะเลิกสัญญากันอย่างไร จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 คือต้องแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อปรากฏว่า พ. ยังมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยสัญญาจ้างว่าความระหว่าง พ. และจำเลยจึงไม่สิ้นสุดลง การที่ศาลชั้นต้นจะแจ้งการถอนตัวของทนายให้จำเลยทราบ ตามกฎหมายก็เฉพาะกรณีศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทนายถอนตัวและจำเลยยังไม่ทราบเรื่อง เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้อนุญาตให้ พ.ถอนตัวจากการเป็นทนาย จึงไม่ใช่กรณีต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีมาสองนัดแล้ว นัดแรกให้เลื่อนคดีเพราะทนายจำเลยป่วย ครั้งที่สองให้เลื่อนคดี เพราะไม่มีพยานจำเลยมาศาล ในครั้งนี้ทนายมายื่นคำร้องขอถอนตัว โดยจำเลยเองก็มิได้มาศาลทั้งที่เป็นวันนัดที่จำเลยต้องเบิกความและจำเลยก็มิได้มีพยานปากอื่นมาศาล พฤติการณ์การกระทำของจำเลยและทนายเห็นได้ชัดว่ามุ่งประวิงคดี จำเลยจะอ้างว่าทรายจำเลยไม่แจ้งให้จำเลยทราบและจำเลยเป็นคนบ้านนอกมาเป็นเหตุประวิงคดีไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและฟังว่าจำเลยจงใจประวิงคดีจึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกโจทก์ที่ 2 ในสำนวนแรก และจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยที่ 2ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์ที่ 3 ในสำนวนแรกและโจทก์ที่ 4 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 3 และโจทก์ที่ 4 ตามลำดับเรียกจำเลยที่ 5 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 5 เรียกจำเลยที่ 6ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 6 และเรียกจำเลยในสำนวนแรกและโจทก์ในสำนวนหลังว่า จำเลยสำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4เป็นเจ้าของรวมในที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 868 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีเนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินต่อไปและได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 868 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี และให้รื้อถอนบ้านเลขที่ 68/1 หมู่ที่ 3 ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ออกไปจากที่ดินดังกล่าวกับให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 2,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านออกไปจำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 มิใช่เจ้าของที่พิพาทจำเลยมีสิทธิอาศัยอยู่บนที่พิพาท ขอให้ยกฟ้องสำนวนที่สองจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งหกว่า จำเลยเป็นบุตรของนายป๋องและนางเขียน พรมจรรย์

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลย นายป๋องป่วยเป็นอัมพาตเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล มีอาการทรุดหนัก ไม่รู้สึกตัว ไม่มีสติสัมปชัญญะ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกจับมือนายป๋องพิมพ์ลายนิ้วมือลงในพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นพินัยกรรมปลอมและเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายต่อมานายป๋องได้ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใน น.ส.3 ก. เลขที่ 868 ดังกล่าวจากชื่อนายป๋องเป็นชื่อโจทก์ที่ 1 แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้รับพินัยกรรมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2530เป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใน

น.ส.3 ก. เลขที่ 868 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2537 ซึ่งโจทก์ที่ 1 กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก และการโอนระหว่างโจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใน น.ส.3 ก. เลขที่ 868 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2537ระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับโจทก์ที่ 5 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใน น.ส.3 ก. เลขที่ 868, 1110,1111, 1112 และ 1113 ระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กับโจทก์ที่ 6เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2537โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคำให้การว่า ขณะทำพินัยกรรมนั้นนายป๋องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีและพูดจารู้เรื่องกับแจ้งความประสงค์ต่อกรมการอำเภอและต่อหน้าพยานอีกสองคน พินัยกรรมดังกล่าวจึงสมบูรณ์

เมื่อนายป๋องได้ถึงแก่กรรมที่ดินดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ตามพินัยกรรม ต่อมาโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 จดทะเบียนแบ่งขายให้แก่โจทก์ที่ 5 และร่วมกันยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินออกเป็นคนละแปลงต่างหากจากกันและเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดแบ่งแยก ซึ่งจำเลยก็ทราบดีแต่มิได้โต้แย้งคัดค้านก่อนที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งหก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ฟ้องจำเลยเพื่อขับไล่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินต่อศาลชั้นต้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การต่อสู้ว่าพินัยกรรมที่นายป๋องทำยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นโมฆะเช่นเดียวกับคดีนี้ ฟ้องของจำเลยจึงเป็นฟ้องซ้ำขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 5 ยื่นคำให้การว่า โจทก์ที่ 5 ได้ซื้อที่ดิน น.ส.5 ก.เลขที่ 868 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน จากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 โดยจดทะเบียนประเภทถือกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนและได้ยื่นคำร้องขอทำการแบ่งแยกทันที การรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจำเลยทราบดีและไม่คัดค้าน และนำคดีมาฟ้องจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ที่ 5 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 6 ยื่นคำให้การว่า

โจทก์ที่ 6 ซื้อที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 868 จากโจทก์ที่ 1 เลขที่ 1110 จากโจทก์ที่ 2 เลขที่ 1111และ 1112 จากโจทก์ที่ 3 และเลขที่ 1113 จากโจทก์ที่ 4โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่ทราบว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จะได้ที่ดินมาอย่างไร และโดยพินัยกรรมที่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นสั่งงดชี้สองสถานและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก่อนหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีตามคำขอของทนายจำเลย 2 ครั้ง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งที่ 3 จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาลโดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายมายื่นและขอเลื่อนคดี

ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยจงใจประวิงคดีและไม่นำพาต่อการดำเนินคดีถือได้ว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบแล้ววินิจฉัยว่าพินัยกรรมของนายป๋องเป็นพินัยกรรมแท้จริงเมื่อโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินตามพินัยกรรมมาแล้วได้แบ่งแยกและที่พิพาทซึ่งจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่ดินดังกล่าวได้ตกเป็นที่ดินของโจทก์ที่ 2โจทก์ที่ 2 เท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 68/1 หมู่ที่ 3ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ออกไปจากที่ดินน.ส.3 ก. เลขที่ 1109 ตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ของโจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนบ้านดังกล่าวออกไป ให้ยกฟ้องของจำเลยจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยประวิงคดีถือได้ว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่านายพรประทาน เชิญขวัญศรี ขอถอนตัวจากการเป็นทนายความจำเลยย่อมแสดงว่านายพรประทานไม่ประสงค์จะว่าความหรือดำเนินคดีให้แก่จำเลยต่อไป การถอนตัวของนายพรประทานทำให้สัญญาจ้างว่าความระหว่างจำเลยกับนายพรประทานสิ้นสุดลง และการถอนตัวของนายพรประทานจำเลยมิได้ทราบมาก่อน ศาลสมควรแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อจำเลยจะได้คัดค้านหรือหาทนายใหม่ จำเลยมิได้จงใจประวิงคดี แต่เป็นเรื่องทนายไม่แจ้งเรื่องให้จำเลยทราบทั้งศาลชั้นต้นมิได้แจ้งการถอนทนายให้จำเลย เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 65 นั้น เห็นว่าการจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งตามกฎหมายเรื่องจ้างทำของมิได้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับการที่ผู้รับจ้างจะบอกเลิกสัญญาได้ ทั้งไม่ปรากฏข้อสัญญาระหว่างนายพรประทานกับจำเลยว่าจะเลิกสัญญากันอย่างไร ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 คือต้องแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อปรากฏว่านายพรประทานยังมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลย สัญญาจ้างว่าความระหว่างนายพรประทานและจำเลยจึงไม่สิ้นสุดลง

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นจะแจ้งการถอนตัวของทนายให้จำเลยทราบตามกฎหมายก็เฉพาะกรณีศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทนายถอนตัวและจำเลยยังไม่ทราบเรื่องกรณีนี้ศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้นายพรประทานถอนตัวจากการเป็นทนาย จึงไม่ใช่กรณีต้องแจ้งให้จำเลยทราบ คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีมาสองนัดแล้วนัดแรกให้เลื่อนคดีเพราะทนายจำเลยป่วยครั้งที่สองให้เลื่อนคดีเพราะไม่มีพยานจำเลยมาศาลโดยไม่ทราบเหตุขัดข้อง ในครั้งนี้ทนายความมาขอยื่นคำร้องขอถอนตัวโดยจำเลยเองก็มิได้มาศาลทั้งที่เป็นวันนัดที่จำเลยต้องเบิกความต่อศาลและจำเลยก็มิได้มีพยานปากอื่นมาศาล พฤติการณ์การกระทำของจำเลยและทนายเห็นได้ชัดว่าจำเลยมุ่งประวิงคดี จำเลยจะอ้างว่าทนายจำเลยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยเป็นคนบ้านนอกมาเป็นเหตุประวิงคดีไม่ได้ ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและฟังว่าจำเลยจงใจประวิงคดี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · เหล็ก ไทรวิจิตร · สกนธ์ กฤติยาวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 437/2546

แม้แผ่นพับโฆษณาของบริษัทจำเลยจะมีข้อความและเงื่อนไขโครงการระบุว่าขายบ้านพร้อมที่ดิน แต่โจทก์จองซื้อที่ดินกับจำเลยก่อนยังไม่มีการปลูกสร้างบ้าน โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน มีการชำระเงินในวันทำสัญญาและแบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6407/2545

สัญญาจ้างระบุว่าโจทก์จะต้องเริ่มลงมือทำงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดภายในวันที่ 25 กันยายน 2533 แสดงว่าตั้งแต่วันดังกล่าวจำเลยต้องเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างพร้อมที่จะส่งมอบเพื่อลงมือก่อสร้างแล้ว แม้ในสัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2541

โจทก์มีหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร ขอซ่อมเปียโน พิพาทแจ้งว่าโจทก์มีความสามารถที่จะซ่อมเปียโน ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ มิได้มีการระบุขอซ่อมเพื่อรักษาสภาพของเก่าตามสัญญาว่าจ้างฉบับพิพาท โจทก์ก็ระบุให้ซ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5565/2540

แม้หนังสือสัญญาว่าจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ฉบับพิพาทจะได้กำหนดให้ทำเฟอร์นิเจอร์ส่งมอบแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2532 แต่ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างก็ได้ตกลงเลื่อนกำหนดวันส่งม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้