Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างสิทธิเป็นผู้รับพินัยกรรมส่วนผู้คัดค้านที่ 5 คัดค้านว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ทั้งผู้คัดค้านที่ 5กล่าวอ้างว่าเจ้ามรดกทำพินัยกรรมตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 5เป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 ตามพินัยกรรมอีกฉบับหนึ่ง ผู้ร้องไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ คดีจึงมีประเด็นว่าพินัยกรรมทั้งสองฉบับดังกล่าวนั้น ฉบับใดเป็นฉบับแท้จริงและผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้มีส่วนได้เสียอันสมควรตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกหรือไม่ กรณีเป็นเรื่องวิธีจัดการมรดกเท่านั้น หาได้มีข้อโต้แย้งในระหว่างผู้รับมรดกแต่อย่างใดไม่ แม้ข้อกำหนดพินัยกรรมระบุให้ถวายทรัพย์มรดกแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฟ้องและโต้แย้งสิทธิต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิใช่เป็นเรื่องที่มีการกล่าวอ้างว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ประการใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 และ 67 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาเว้นเสียแต่สิทธิและหน้าที่นั้นไม่อยู่ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของตนดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง หรือโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นโดยสภาพมิใช่สิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดา และบุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 ย่อมนำมาใช้แก่นิติบุคคลได้เท่าที่ไม่ขัดกับสภาพของนิติบุคคลดังนั้น เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่ห้ามนิติบุคคล มิให้เป็นผู้จัดการมรดก ประกอบกับผู้ร้องเป็นผู้รับพินัยกรรมด้วยอีกทั้งตามตราสารจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องได้ระบุไว้ในข้อ 5ว่า มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีดังต่อไปนี้ ข.ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ยกให้เป็นพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยไม่มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดในหนี้สินแต่ประการใด การตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ จึงอยู่ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่และไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้อง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 2ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 เนื่องจากผิดหลง เพราะผู้คัดค้านที่ 2ยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่ชอบ และเป็นกรณี ที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คดีไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา ใหม่แต่อย่างใดอีกโดยพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 2

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ท่านผู้หญิงเชิญ พิศลยบุตรเจ้ามรดกได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 โดยทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งผู้ร้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามเป็นผู้จัดการมรดกและประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการรับมรดกตามพินัยกรรม แต่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของท่านผู้หญิงเชิญ พิศลยบุตร ผู้ตายผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทของเจ้ามรดก

ผู้คัดค้านทั้งสองเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คำร้องของผู้ร้องจึงซ้ำซ้อน อีกทั้งพินัยกรรมตามที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอมเพราะลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือชื่อของเจ้ามรดกคณะกรรมการของผู้ร้องกระทำการโดยทุจริตและไม่ถูกต้องตามตราสารของมูลนิธิ ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ย่อมไม่มีสิทธิขอจัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องขอผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำคัดค้านว่า คณะกรรมการของผู้ร้องไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง นาง(คุณหญิง)สุรภี ตุลยายนไม่ได้เป็นประธานกรรมการโดยชอบ การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของมูลนิธิผู้ร้องจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง

ผู้ร้องมีคณะกรรมการจำนวน 7 คนมีผู้คัดค้านที่ 4 เป็นรองประธานกรรมการ นายอภัย จันทวิมลเป็นประธานกรรมการโดยเจ้ามรดกเป็นกรรมการ ต่อมานายอภัยถึงแก่กรรมและเจ้ามรดกถึงแก่อนิจกรรมนาง(คุณหญิง)สุรภี กับพวกได้จัดการประชุมกรรมการโดยไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 4 ทราบผู้คัดค้านที่ 4 จึงไม่ได้เข้าประชุมการประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและตราสารข้อบังคับของมูลนิธิ ผู้ร้องย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 4 ได้ร้องเรียนต่อนายทะเบียนมูลนิธิ ขอให้เพิกถอนนาง(คุณหญิง)สุรภีกับพวกออกจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการแล้วนาง(คุณหญิง)สุรภี กับพวกจึงไม่มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของเจ้ามรดก ส่วนผู้คัดค้านที่ 4มีอำนาจกระทำการแทนประธานกรรมการซึ่งถึงแก่กรรมตามข้อบังคับของมูลนิธิผู้ร้อง จึงมีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนมูลนิธิ

ทั้งผู้คัดค้านที่ 4 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกผู้คัดค้านที่ 5 ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 และตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียสำหรับพินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอมเพราะลายมือเขียนและลายมือชื่อในพินัยกรรมไม่ใช่ลายมือเขียนและลายมือชื่อของเจ้ามรดก ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งผู้คัดค้านที่ 5เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเชิญพิศลยบุตรมูลนิธิ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของท่านผู้หญิงเชิญ

พิศลยบุตร ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1ถึงที่ 5 และยกคำร้องฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์ แต่ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2เนื่องจากผิดหลงเพราะผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2540ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5เป็นพินัยกรรมฉบับแท้จริงของเจ้ามรดก แต่พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.17เป็นพินัยกรรมปลอมปัญหาข้อต่อไปมีว่า

พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์และมีผลบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5 เป็นพินัยกรรมแบบทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับและเป็นพินัยกรรมฉบับแท้จริงดังวินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ทั้งข้อกำหนดที่ระบุไว้ในพินัยกรรมได้กำหนดผู้รับพินัยกรรมคือเชิญพิศลยบุตรมูลนิธิ ผู้ร้อง พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.5จึงสมบูรณ์และมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนข้อกำหนดอื่นในพินัยกรรมจะมีผลบังคับเรียกร้องกันได้อย่างไร หรือเป็นอันเพิกถอนไปหรือตกเป็นโมฆะหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นแบ่งปันทรัพย์มรดก หาใช่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในคดีนี้ปัญหาต่อไปตามที่ผู้คัดค้านที่ 5 ฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมระบุให้ถวายทรัพย์มรดกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ด้วยการที่ผู้ร้องร้องขอจัดการมรดกรายนี้ถือเป็นการฟ้องและโต้แย้งสิทธิต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรณีต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ตามมาตรา 264 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า

"ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใดถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" คดีนี้ผู้ร้องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างสิทธิเป็นผู้รับพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.5 ส่วนผู้คัดค้านที่ 5คัดค้านว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ทั้งผู้คัดค้านที่ 5กล่าวอ้างว่าเจ้ามรดกทำพินัยกรรมตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกครึ่งหนึ่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย

ร.17 ผู้ร้องไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ คดีจึงมีประเด็นว่า พินัยกรรมดังกล่าวแล้วฉบับใดเป็นฉบับแท้จริงและผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้มีส่วนได้เสียอันสมควรตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกหรือไม่ กรณีเป็นเรื่องวิธีจัดการมรดกเท่านั้น หาได้มีข้อโต้แย้งในระหว่างผู้รับมรดกแต่อย่างใดไม่ทั้งมิใช่เป็นเรื่องที่มีการกล่าวอ้างว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ประการใดปัญหามีต่อไปว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลจะเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 และ 67 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา

เว้นเสียแต่สิทธิและหน้าที่นั้นไม่อยู่ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของตนดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมายข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง หรือโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น ซึ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นโดยสภาพมิใช่สิทธิและหน้าที่ที่จะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดา และบุคคลที่ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ย่อมนำมาใช้แก่นิติบุคคลได้เท่าที่ไม่ขัดกับสภาพของนิติบุคคล ดังนั้น เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่ห้ามนิติบุคคลมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ประกอบกับผู้ร้องเป็นผู้รับพินัยกรรมดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น อีกทั้งตามตราสารจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องได้ระบุไว้ในข้อ 5 ว่า

มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีดังต่อไปนี้ ข.ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ยกให้เป็นพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยไม่มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดในหนี้สินแต่ประการใด การตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ จึงอยู่ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่และไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้อง และเห็นว่าผู้ร้องร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามที่ผู้ร้องเป็นผู้รับพินัยกรรม ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและสามารถดำเนินการโดยผู้แทนของผู้ร้องดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 ที่ศาลล่างทั้งสองตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเมื่อผู้คัดค้านที่ 5 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในมรดกรายนี้แล้ว

กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 5 เพราะไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงผลคดีและไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาในคดีนี้อีกต่อไปอนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 2ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 เนื่องจากผิดหลงเพราะผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่ชอบและเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คดีไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่แต่อย่างใดอีกพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · สมคิด ไตรโสรัส · อัธยา ดิษยบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้