Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 65816)

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า คดีทั้งสองสำนวนเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร และอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาด้วย พยานหลักฐานของทั้งโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างอยู่ที่กรุงเทพมหานครการที่โจทก์นำคดีนี้ไปฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงาเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องลำบากในการเดินทาง เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นอันมาก จำเลยที่ 1 มีรายได้เพียงจากเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 หมายเหตุ คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,326,328,332 และ พระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินสำนวนละ 50,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย กับให้ลงพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด ไทยโพสต์ ประชาชาติธุรกิจ และกรุงเทพธุรกิจ ฉบับละ 7 วัน โดยจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องในคดีส่วนอาญาและให้รับฟ้องในคดีส่วนแพ่งทั้งสองสำนวน จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 335/2543 และถอนฟ้องจำเลยที่ 2, ที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 338/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รวมคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีทั้งสองสำนวนไปยังศาลอาญา โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านทั้งสองสำนวน คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,91,326,328,332 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย กับให้ลงพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ ลักษณะของความผิดตามฟ้องจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง ส่วนข้ออ้างตามคำร้องขอโอนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ว่า การที่โจทก์นำคดีทั้งสองสำนวนนี้ไปฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงาเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องลำบากในการเดินทางเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นอันมากนั้น มิใช่กรณีที่อาจมีการขัดขวางต่อการพิจารณาหรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น อันจะเป็นเหตุให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งโอนคดีไปยังศาลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 จึงให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 138 - 139/2545พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์โจทก์นาย อดิศร เพียงเกษ กับพวกจำเลยนาย อดิศร เพียงเกษ จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 26ความว่า

คดีทั้งสองสำนวนเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร และอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาด้วย พยานหลักฐานของทั้งโจทก์และฝ่ายจำเลยต่างอยู่ที่กรุงเทพมหานครการที่โจทก์นำคดีนี้ไปฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงาเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องลำบากในการเดินทาง เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นอันมาก จำเลยที่ 1 มีรายได้เพียงจากเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 หมายเหตุ

คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,326,328,332 และ พระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินสำนวนละ 50,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย กับให้ลงพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด ไทยโพสต์ ประชาชาติธุรกิจ และกรุงเทพธุรกิจ ฉบับละ 7 วัน โดยจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องในคดีส่วนอาญาและให้รับฟ้องในคดีส่วนแพ่งทั้งสองสำนวน จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 335/2543 และถอนฟ้องจำเลยที่ 2, ที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 338/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้รวมคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน

ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีทั้งสองสำนวนไปยังศาลอาญา โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านทั้งสองสำนวน คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,91,326,328,332 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหาย กับให้ลงพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ ลักษณะของความผิดตามฟ้องจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง ส่วนข้ออ้างตามคำร้องขอโอนคดีของจำเลยที่ 1 ที่ว่า การที่โจทก์นำคดีทั้งสองสำนวนนี้ไปฟ้องที่ศาลจังหวัดพังงาเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องลำบากในการเดินทางเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเป็นอันมากนั้น มิใช่กรณีที่อาจมีการขัดขวางต่อการพิจารณาหรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น อันจะเป็นเหตุให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งโอนคดีไปยังศาลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 จึงให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สันติ ทักราล · ประธานศาลฎีกา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 65812)

ความว่า คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลอาญามาแล้วครั้งหนึ่ง ประธานศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสามถูกฝ่ายโจทก์ข่มขู่จ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58626)

ความว่า การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคดีและได้พิจารณาคดีคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเสียหายต่อคดีของจำเลย รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้อง และหากให้ดำเนินคดีนี้ที่ศาลจังห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56308)

ความว่า เนื่องด้วยจำเลยทั้งหกเป็นข้าราชการระดับสูงในกรมตำรวจ และจำเลยทั้งหมดล้วนแต่เป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของโจทก์ มีอิทธิพลทางการเงินและหน้าที่การงานเป็นข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ มีอิทธิพลเหนือโจทก์ทุกอย่…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56289)

ความว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7ต่อศาลจังหวัดชุมพร ซึ่งการฟ้องคดีนี้อาจมีการโกรธแค้นโจทก์ และอาจก่อเหตุร้ายแก่โจทก์และพยานโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลย ดังกล่าวเป็นอาสาสมัครรักษาดินแดนขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56458)

ความว่า คดีนี้ โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ จำเลยทั้ง 18 คน มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด และมูลคดีนี้ เกิดเบื้องต้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด พยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งของ โจทก์และจำเลยอยู่ที่จังหวั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้