คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางเขียว โจทก์กับจำเลยเคยพิพาทกันตามคดีแพ่งแดงที่ +/๒๔๙๕ คดีถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นบุตรโจทก์ ๆ จำเลยมีกรรมสิทธิร่วมกัน จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินให้โจทก์ ๓ ใน ๔ จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมของนางเขียวมารดา โจทก์จำเลยตกลงแบ่งที่พิพาทกันแล้ว โจทก์ได้ตอนตะวันออก จำเลยได้ตอนตะวันตก จำเลยได้ครอบครองมากว่า ๑๐ ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความและเป็นฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามคำฟ้องคำให้การกับส่วนคดีที่เกี่ยวข้องคือคดีแดงที่ +/๒๔๙๕ พอวินิจฉัยได้แล้วงดสืบพยานพิพากษาให้แบ่งที่ให้โจทก์ ๓ ใน ๔ ส่วน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลยกเอาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีแพ่งแดงที่ +/๒๔๙๕ มาวินิจฉัยย่อมทำได้ เพราะตามคำฟ้องและคำให้การระบุถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดย่อมผูกมัดโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น คดีนั้นศาลพิพากษาว่าที่พิพาทและนอกพิพาทในคดีนี้เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางเขียวและโจทก์จำเลยครอบครองมาด้วยกัน ฉนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะต้องนำสืบอีก และคดีนี้ย่อมไม่ขาดอายุความทั้งเรื่องมรดกและการแบ่งการครอบครองในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ขอให้ขับไล่จำเลย คดีถึงที่สุดว่าจำเลยมีส่วนร่วมอยู่ด้วย ขับไล่ไม่ได้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่พิพาทใ่นคดีนี้อีกจึงเป็นคนละประเด็น ไม่เป็นฟ้องซ้ำ