คำฟ้องและคำให้การ
รายชื่อโจทก์และจำเลยปรากฏตามสำนวนคดีของศาลแรงงานภาค 2
คดีทั้งสิบสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกบริษัท จ. และบริษัท จ. ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรก และเป็นผู้ร้องในสิบเอ็ดสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียก นายสุริยา นายอัศวุฒิ นายอนุรักษ์ นายธีรศักดิ์ นายบำเพ็ญ นางสาวจีรนันท์ นางสุมามาลย์ นางสาวนิภา นางสาวทองม้วน นายประสงค์ นายประทวน นายชัยพร และนายพิทยา ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ตามลำดับ สำนวนแรก
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 2,128,464 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตรร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายวันละ 20,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 กับพวกเข้าไปในบริเวณที่ดินของโจทก์ที่ 1 ให้รื้อถอนขนย้ายเต็นท์ เคลื่อนย้ายรถยนต์ สุขาเคลื่อนที่ รวมทั้งสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ออกจากบริเวณถนนและที่ดินของโจทก์ที่ 1 และระงับการใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อปราศรัยปลุกระดมการนัดหยุดงานในที่ดินของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง
สำนวนหลังทั้งสิบเอ็ดสำนวนโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 เป็นลูกจ้างและกรรมการลูกจ้างของโจทก์ทั้งสอง เดิมสหภาพแรงงาน จ. ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน จ. ด้วย แต่ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงกันไม่ได้ สหภาพแรงงาน จ. ประกาศนัดหยุดงาน โจทก์ทั้งสองประกาศปิดงานเฉพาะลูกจ้างที่ประกาศนัดหยุดงานโดยเริ่มมีผลในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ในวันดังกล่าวเวลาเช้าต่อเนื่องติดต่อกันจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 กับพวกบุกรุกเข้ามาในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทางเข้าโรงงานของโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 กับพวกได้นำรถยนต์
เต็นท์ สุขาเคลื่อนที่และเครื่องขยายเสียงเข้าไปในพื้นที่ของโจทก์ที่ 1 แล้วร่วมชุมนุมโดยกล่าวปราศรัยใช้ถ้อยคำ หยาบคาย ดูหมิ่น และหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและผู้บริหารระดับสูงของโจทก์ทั้งสองด้วย ทำให้ลูกจ้างผู้ร่วมชุมนุมและลูกจ้างอื่นที่ได้ยินการกล่าวปราศรัยเข้าใจผิดในตัวนายจ้างและผู้บริหารระดับสูง เป็นการสร้างความแตกแยกให้เกิดในบริษัทของโจทก์ทั้งสอง จำเลยบางคนยังได้ใส่ความโจทก์ทั้งสองต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง มีผลกระทบต่อธุรกิจของโจทก์ทั้งสอง พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 กับพวกเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ต่อการเป็นนายจ้างและลูกจ้าง
ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเสียโอกาสในทางธุรกิจ เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ทั้งจงใจทำให้นายจ้างคือโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองไม่อาจไว้วางใจและร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองต่อไปได้ จึงขออนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านทั้งสิบเอ็ดสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 13 ได้ คำขอนอกจากนี้ใ