Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้ และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วย แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่า คนต่างด้างดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 27, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นช่วยให้คนต่างด้าวที่เข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 ปี ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับ 230,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 230,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 115,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 54 ข้อความตอนแรก ลงโทษปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานให้เข้าพักอาศัย ช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ซึ่งความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วยแต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้

เพราะจะเป็นการเกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แม้สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายฟ้องจะพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง แต่ยังไม่อาจชี้ว่าจำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานนอกท้องที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตชอบหรือไม่

เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกจับกุมท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง มีข้อความระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์จับกุมซึ่งได้ความว่าจากการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวผู้ถูกจับลำดับที่ 1 ถึงที่ 23 มีใบอนุญาตทำงานอยู่กับนายจ้างในเขตท้องที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้เพิ่มท้องที่การทำงานมาจากจังหวัดนนทบุรี จากสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและสำเนาบันทึกการจับกุมท้ายฟ้อง แล้วฟังว่าคนต่างด้าวทั้ง 23 คน ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานและปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27 และมาตรา 54 ตอนแรก จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้วินิจฉัยเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมยศ เข็มทอง · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายจิรเวทย์ อุนนะนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเมธี ประจงการ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1343/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ4208/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ4075/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568

ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 298/2567

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2567

ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2567

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 และบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขนเงินตราของกลางซึ่งเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้