Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์จำเลยได้ประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว ถ้าจำเลยขัดขวางไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิม จะนำคดีเรื่องเดียวกันที่ศาลชี้ขาดแล้วมาฟ้องขอให้ศาลบังคับเป็นอีกคดีหนึ่งโดยอ้างเหตุว่าจำเลยขัดขวาง ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีเดิม ซึ่งยังมีผลบังคับได้อยู่ ย่อมไม่เป็นการถูกต้อง ส่วนการที่โจทก์จำเลยได้ทำสัญญากันเองนอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความอีกนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดข้อตกลงตามสัญญาที่ทำกันเอง เรื่องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในคดีเดิม ศาลย่อมวินิจฉัยให้ในคดีหลังเฉพาะในข้อที่ว่าจำเลยผิดสัญญาที่ทำกันเองหรือไม่ และจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่เท่านั้น โจทก์จดทะเบียนสิทธิอาศัยและภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยจึงเป็นผู้ทรงทรัพย์สิทธินั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1406 ได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้อาศัยไว้ว่า ถ้าผู้ให้อาศัยมิได้ห้ามไว้โดยชัดแจ้ง ผู้อาศัยจะเก็บดอกผลธรรมดาหรือผลแห่งที่ดินมาใช้เพียงที่จำเป็นแก่ความต้องการของครัวเรือนก็ได้ และมาตรา 1429 บัญญัติว่าอสังหาริมทรัพย์อาจตกอยู่ในภาระติดพันอันเป็นเหตุให้ผู้รับประโยชน์มีสิทธิ ฯลฯ ได้ใช้และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ ในเรื่องนี้โจทก์ได้จดทะเบียนภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ไว้ว่า โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยอาศัยและทำกินในที่ดินพิพาทได้ตลอดชีวิต เมื่อโจทก์มิได้ตั้งรูปคดีที่จะฟ้องขอเพิกถอนสิทธิอาศัยและสิทธิภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ หรือฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติต่าง ๆ ในมาตรา 1409 ศาลก็จะบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยส่งมอบอาคารในบริเวณที่ดินที่จำลยอาศัยให้แกโจทก์และห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับอาคารดังกล่าวหาได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยมีคดีพิพาทกัน แต่ได้ประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมแล้ว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยตกลงยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๕ และ ๒๐๙ คืนให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จำเลยตกลงร่วมกันบริหารโรงเรียน ๓ โรงเรียน โดยถือว่ากิจการและทรัพย์สินของโรงเรียนเป็นสิทธิและกรรมสิทธิ์อันร่วมกันของโจทก์จำเลย และเนื่องจากโจทก์จำเลยมีหนี้สินเกี่ยวกับการดำเนินกิจการโรงเรียนดังกล่าวอยู่ โจทก์จึงยินยอมเอาที่ดินดังกล่าวและที่ดินแปลงอื่นไปจำนองเอาเงินมาทดรองชำระหนี้นั้น และให้นำรายได้จากการดำเนินกิจการโรงเรียนไปผ่อนชำระคืนให้แก่โจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังตกลงยินยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๕ และ ๒๐๙ เฉพาะส่วนที่ปลูกบ้านเลขที่ ๔๘๖/๓ เนื้อที่ ๒๐๐ ตารางวา

ได้จนตลอดชีวิต โดยจดทะเบียนสิทธิอาศัยให้แก่จำเลย และเมื่อหนี้ที่โจทก์ทดรองไปนั้นได้ชำระหมดแล้ว โจทก์ยินยอมยกกิจการและทรัพย์สินของโรงเรียนทั้งสามให้เป็นสิทธิของจำเลยแต่ผู้เดียว หากฝ่ายใดผิดสัญญายอมให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีให้เป็นไปตามสัญญานี้ หลังจากตกลงยอมความกันแล้วจำเลยประพฤติผิดสัญญาหลายประการ เช่นไม่ยอมให้โจทก์เข้าร่วมบริหารกิจการของโรงเรียน และจำเลยได้ปลูกอาคารเรือนไม้ชั้นเดียวสามห้องลงในที่ดินที่ยอมให้จำเลยอาศัยโดยมิได้ขออนุญาต จำเลยเพิ่งมาขออนุญาตภายหลังโดยเสนอว่า จะใช้อาคารดังกล่าวทำเป็นโรงเรียนอนุบาลและยินยอมให้โจทก์บริหารเก็บรายได้ทั้งหมดผ่อนชำระหนี้ตามสัญญายอม ทั้งยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์

โจทก์จึงอนุญาตไป แต่ต่อมาจำเลยดำเนินกิจการโรงเรียนอนุบาลดังกล่าวเก็บรายได้ทั้งหมดเป็นประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๕๕ เฉพาะเนื้อที่ ๒๐๐ ตารางวา และบ้านเลขที่ ๔๘๖/๓ ห้ามจำเลยมิให้ดำเนินกิจการโรงเรียนอนุบาลดังกล่าว ทั้งส่งมอบอาคารโรงเรียนและอาคารอื่นที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่จำเลยอาศัยให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญายอม หากจำเลยผิดสัญญายอมก็ชอบที่โจทก์จะไปร้องขอในคดีที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น ให้ศาลบังคับจำเลย จะมาฟ้องขับไล่หรือเลิกสัญญาในคดีนี้ไม่ได้ ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์จำเลย คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงบางประการ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานซึ่งโจทก์แถลงคัดค้านไว้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยส่งมอบอาคารเฉพาะที่จำเลยใช้ทำการเป็นโรงเรียนอนุบาลในบริเวณที่ดินที่จำเลยอาศัยในโฉนดเลขที่ ๘๕๕ ให้แก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ว่า จะสมควรให้โจทก์ได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อแสดงว่าจำเลยได้ขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าดำเนินการบริหารโรงเรียนอนุสรณ์พานิชย์ โรงเรียนอนุสรณ์พาณิชย์แผนกสามัญ และโรงเรียนอนุสรณ์ศึกษา ซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๕๙/๒๕๑๑ หรือไม่ โดยโจทก์อ้างเหตุผลว่า ถ้าหากโจทก์สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญายอมความและคำพิพากษาท้ายยอมแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบังคับตามคำขอท้ายฟ้องในคดีนี้ได้ทุกประการนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์ก็ยืนยันอยู่ว่าจะขอสืบพยานเฉพาะในประเด็นที่ว่า จำเลยขัดขวางไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีคำพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงอยู่แล้วเช่นนี้ กรณีก็ย่อมจะเป็นที่เห็นได้ชัดอยู่ในตัวว่า ถ้าหากจำเลยขัดขวางไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างใด โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิมนั้นได้ (คือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๕๙/๒๕๑๑) โจทก์จะนำคดีเรื่องเดียวกันที่ศาลชี้ขาดแล้วมาฟ้องขอให้ศาลบังคับเป็นอีกคดีหนึ่ง โดยอ้างเหตุว่าจำเลยขัดขวางไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีเดิม ซึ่งยังมีผลบังคับได้อยู่ ย่อมไม่เป็นการถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนไม่อนุญาตให้โจทก์นำสืบตามข้ออ้างของโจทก์นั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับกรณีที่เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนอนุบาลบ้านไทยอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงต่างหากจากสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมนั้น จะได้วินิจฉัยไปพร้อมกับฎีกาของจำเลยต่อไปนี้ คดีในส่วนที่เกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลบ้านไทย โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ห้ามมิให้จำเลยดำเนินกิจการโรงเรียนอนุบาลบ้านไทยอีกต่อไป ให้จำเลยส่งมอบอาคารหลังที่ปลูกขึ้นเป็นโรงเรียนอนุบาลบ้านไทยและอาคารอื่น ๆ บริเวณที่ดินที่จำเลยอาศัยในโฉนดเลขที่ ๘๕๕ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง โดยโจทก์อ้างเหตุที่จะขอให้บังคับตามคำขอว่า เพราะจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและผิดข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ ในข้อที่ว่า

จำเลยได้ขัดขวางการที่โจทก์จะเข้าร่วมดำเนินกิจการโรงเรียนอนุบาลบ้านไทยก็ดี จำเลยไม่นำรายได้จากโรงเรียนอนุบาลบ้านไทยมาผ่อนชำระหนี้ของโจทก์ก็ดี จำเลยรื้อโรงรถและกรงเหล็กออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี จำเลยปลูกสร้างอาคารขึ้นใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี และประการสุดท้ายว่าจำเลยก่อกวนความสงบสุขของโจทก์ และเพื่อนบ้านก็ดี เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ศาลฎีกาเห็นว่าจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ปัญหาเรื่องการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมกับการผิดข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในภายหลังนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องบังคับแยกต่างหากจากกัน เรื่องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม

ดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ฉะนั้นจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในขณะที่เกี่ยวกับโรงเรียนอนุบาลบ้านไทย แต่เฉพาะในประเด็นที่ว่า จำเลยผิดสัญญาข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ หรือไม่ และจะบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่เท่ากัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรจะวินิจฉัยปัญหาข้อหลังที่ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่เสียก่อน ข้อเท็จจริงรับกันแล้วว่า พฤติการณ์ต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพื่อขอให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับที่ดิน ๒๐๐ ตารางวา ซึ่งโจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิอาศัยและภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่จำเลยแล้ว ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดธนบุรี จำเลยจึงเป็นผู้ทรงทรัพย์สิทธิดังกล่าวแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๖ ได้บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้อาศัยไว้ว่า

ถ้าผู้ใดอาศัยมิได้ห้ามไว้โดยชัดแจ้ง ผู้อาศัยจะเก็บดอกผลธรรมดาหรือ ๑๔๒๙ บัญญัติว่า อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภารติดพันอันเป็นเหตุให้ผู้รับประโยชน์มีสิทธิ ฯลฯ ได้ใช้และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ ในเรื่องนี้โจทก์ได้จดทะเบียนภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ไว้ว่า โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยอาศัยและทำกินในที่ดินที่พิพาทได้ตลอดชีวิต คดีนี้โจทก์มิได้ตั้งรูปคดีที่จะฟ้องขอเพิกถอนสิทธิอาศัยและสิทธิภารติดพันในอสังหาริมทรัพย์ หรือฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งมาตราต่าง ๆ ในมาตรา ๑๔๐๙ นั้น ศาลจึงไม่อาจที่จะบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์สืบพยานในประเด็นข้อนี้ ชอบแล้ว แต่ที่พิพากษาต้องกันให้จำเลยส่งมอบอาคารไม้สองชั้นหนึ่งหลังและอาคารไม้ชั้นเดียวอีกหนึ่งหลัง

เฉพาะที่จำเลยใช้ทำการเป็นโรงเรียนอนุบาลบ้านไทย ในบริเวณที่ดินที่จำเลยอาศัยในโฉนดเลขที่ ๘๘๕ ให้แก่โจทก์ โดยห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับอาคารสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอีกต่อไปนั้น ยังหาต้องด้วยความความเห็นของศาลฎีกาไม่ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์เสียทั้งสิ้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ จามรมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายกิติ บูรพรรณ์
ศาลอุทธรณ์ - นายแต่ง ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2536

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ยอมรื้อเรือนและร้านค้าออกจากที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 3เป็นบริวารจำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4057/2550

คดีเดิมมีประเด็นว่าโจทก์ในคดีนี้ผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ส่วนในคดีนี้มีประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่หรือไม่ คดีนี้โจทก์อ้างเหตุว่าสัญญาเช่าและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์เพราะมีการปลอมเอกสารแล้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4801/2546

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์แล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ขอบังคับให้ขับไล่จำเลยกับใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันและศาลพิพากษาตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2546

จำเลยร่วมซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกับโจทก์ ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยอมทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนจากจำเลยร่วม หากโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้น จำเลยร่วมยอมให้ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5282/2540

เมื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุว่า กรณีที่โจทก์ผิดนัดให้เลิกสัญญาได้ ทั้งโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลชั้นต้นโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาตามยอมย่อมผูกพันโจทก์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้