Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ที่ 1 แต่เข้าครอบครองไม่ได้เพราะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ขัดขวาง โจทก์ที่ 2 ชอบที่จะเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และ 549 เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ฟ้องคดีร่วมกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าแล้ว โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึง 7 และบริวารออกจากอาคารพิพาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า หลังจากที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.17 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และนายนาแรนซิงห์ จวาลา ไม่เคยเข้าไปอยู่ในอาคารห้องพิพาทเลย แต่กลับนำอาคารห้องพิพาททั้ง 3 ห้องให้จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 7 เช่าช่วง โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 เช่าช่วงอาคารห้องเลขที่ 95/1 ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 เช่าช่วงอาคารห้องเลขที่ 95/2 และให้จำเลยที่ 6 ที่ 7 เช่าช่วงอาคารเลขที่ 95/4 จริงอยู่แม้ในสัญญาเอกสารหมาย จ.17 จะปรากฏว่าให้จำเลยที่ 1 เช่าช่วงอาคารดังกล่าวได้ก็ตาม แต่ก็ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขซึ่งโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาตกลงกันไว้ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และนายนาแรนซิงห์ จวาลา จะใช้ทรัพย์ที่เช่าเพื่อดำเนินกิจการค้าของตนเอง

จะไม่นำทรัพย์ที่เช่าไปหาประโยชน์โดยการให้เช่าช่วง เว้นแต่กิจการของตนจะเกิดผลเสียหายไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ จึงจะมีสิทธิให้เช่าช่วงได้ แต่ทั้งนี้ต้องภายหลังจากที่ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 และนายนาแรนซิงห์ จวาลา ไม่มีสิทธิที่จะนำห้องอาคารพิพาทออกให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เช่าช่วง การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาเช่าต่อโจทก์ที่ 1 ซึ่งแม้สัญญาเช่าดังกล่าวจะมีกำหนดเวลา 20 ปี โดยมิได้จดทะเบียนการเช่าและมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่อาจบังคับได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ฎีกาขึ้นมาก็ตาม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยที่ 1 และนายนาแรนซิงห์ จวาลา เป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียแล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ย่อมมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าวได้ก่อนครบกำหนดเวลาการเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งก็ปรากฏว่าโจทก์ได้มีเอกสารหมาย จ.18 บอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้ว สัญญาเช่าที่คู่กรณีทำกันไว้จึงเป็นอันระงับ จำเลยที่ 1 หามีสิทธินำอาคารห้องพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เช่าช่วงโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 การเข้าอยู่ในอาคารดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จึงเป็นการเข้าอยู่ในฐานะบริวารของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิ ทั้งโจทก์ที่ 1 ได้มีเอกสารหมาย จ.22 จ.24 และ จ. 26 บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ออกไปจากอาคารห้องพิพาทของโจทก์ที่ 1 โดยชอบแล้ว

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้รับหนังสือบอกกล่าวแต่ไม่ยอมออกไป จึงเป็นการอยู่โดยละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้สืบพยานจำเลยที่ 4 ที่ 5 ตามบัญชีระบุพยาน ลงวันที่ 1กันยายน 2521 อันดับที่ 1 ถึงที่ 5 จำเลยได้แถลงคัดค้านไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2522 และเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2522 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 นอกจากนี้ศาลชั้นต้นยังมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยที่ 6 ที่ 7 ดั่งปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2522 จึงทำให้ได้ข้อเท็จจริงโดยไม่สมบูรณ์ จึงขอให้ศาลฎีกาสั่งรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลย และให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยใหม่นั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รวม10 ครั้ง ในการสืบพยานจำเลยแต่ละครั้งนั้นจำเลยนำพยานสืบเพียงครั้งละ 1 ปากบ้าง 2 ปากบ้างบางนัดก็ไม่สนใจขอหมายเรียกพยานหรือนำพยานมาเบิกความทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นได้สั่งกำชับแล้ว และปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แถลงขอเลื่อนคดีบ่อยครั้งซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายจำเลยมีพฤติการณ์จะประวิงคดีให้ชักช้า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2522 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2522 โดยเห็นว่าการจะนำสืบพยานจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อไป ไม่ทำให้น้ำหนักคดี ของจำเลยในประเด็นที่จะนำสืบดีขึ้นกว่าเดิมจากที่นำสืบไว้แล้วนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2522 โดยเห็นว่าเป็นการยื่นฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรค 3 นั้น

เห็นว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งจำเลยที่ 6 และที่ 7 มิได้โต้แย้งไว้ศาลอุทธรณ์จึงไม่อนุญาตและไม่รับไว้นั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ฟังไม่ขึ้นที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาขึ้นมาสารสำคัญว่าโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้นั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ให้โจทก์ที่ 2 เช่าอาคารพิพาทโดยจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีกำหนดสัญญาเช่า 15 ปีนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2513 ตามเอกสารหมาย ล.4 แต่เข้าครอบครองห้องที่พิพาทไม่ได้ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ขัดขวาง โจทก์ที่ 2 หามีสิทธิฟ้องขับไล่โดยลำพังตนเองไม่ แต่ก็ชอบที่จะเรียกผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และ 549 เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ฟ้องคดีนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าแล้ว โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้นพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 ในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความให้สองศาลเป็นเงิน 3,000 บาท กับใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 1 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา สุมาวงศ์ · สุวรรณพ กองวารี · อำนวย อินทุภูติ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 409/2548

แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายวันละ 1,400 บาท ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าที่พิพาทอาจให้เช่าเดือนละ 42,000 บาท ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ถือได้ว่าที่พิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8705/2547

แม้โจทก์กับจำเลยจะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ร่วมเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทไม่ได้ เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ร่วมและสัญญาเช่าได้สิ้นสุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 779/2533

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เช่าที่ดินและอาคารพิพาทจากผู้ให้เช่าเพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย จำเลยและบริวารได้เข้าไปใช้ประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์แจ้งให้ออกไปแล้วจำเลยไม่ยอมออก ซึ่งแป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3474/2531

โจทก์ฟ้องว่าขับไล่จำเลยโดยอาศัยสัญญาเช่าอาคารระหว่างโจทก์กับวัดบางขวาง ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2525 เป็นหลักแห่งข้อหา ส่วนคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยเหตุจากสัญญาเช่าอาคารระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2530

โจทก์เช่าตึกแถวจากวัด แต่ไม่สามารถเข้าครอบครองได้เพราะจำเลยไม่ยอมออกไป โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้รอนสิทธิพร้อมกับขอให้ศาลเรียกวัดผู้ให้เช่าเข้าเป็นจำเลยร่วมหรือโจทก์ร่วมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้