Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6761/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ภรรยาของโจทก์ซึ่งมีชื่อในโฉนดที่ดินได้ร่วมกันขายที่ดินอันเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้กับผู้อื่นภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ขอหย่าแบ่งสินสมรส และฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง ขอให้โอนที่ดินแปลงพิพาทให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้มีนิติกรรมผูกพันที่จะต้องขายมาก่อน มิใช่เป็นการขายไปในลักษณะปกติแม้คดีแพ่งจะยังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์ และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจจะฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว เข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ตำบลตลาดขวัญ(บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โดยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ขอหย่าและแบ่งสินสมรสหลายรายการรวมทั้งที่ดินแปลงดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 5 แปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 157146ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โอนที่ดินทั้ง 5 แปลง ให้โจทก์ครึ่งหนึ่งแต่เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามโดยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินคืนให้โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157146 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยจำเลยทั้งสามมีเจตนาร่วมกันเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2ได้รับชำระหนี้

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4620/2530,4621/2530 และ 4623/2530 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83 จำคุก 1 ปี และปรับ4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในกรณีแรกว่า ในคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2ขอให้โอนที่ดินตามฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1198/2530 และในกรณีหลัง ในคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ขอหย่าและแบ่งสินสมรสต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2538 ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 เป็นสินสมรส ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4852/2538ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคดี

จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157146ที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 ไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2530ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีฟ้องหย่า ซึ่งในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองคดีดังกล่าวข้างต้นนั้น จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะมายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เพราะผู้กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จะต้องมีเจตนาพิเศษเนื่องจากในการพิจารณาคดีแพ่งทั้งสองในศาลชั้นต้นนั้นคดียังมีประเด็นโต้เถียงเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ในการพิจารณาคดีแพ่งทั้งสองคดีดังกล่าวนั้นมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29344 เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งการวินิจฉัยในคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ศาลต้องวินิจฉัยในปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นประเด็นเดียวกับในคดีแพ่งด้วยเช่นกัน การพิจารณาคดีอาญาไม่จำต้องรอคำวินิจฉัยทางแพ่งของศาลฎีกาเสมอไป เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบในคดีอาญารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขายที่ดินสินสมรสของโจทก์โฉนดเลขที่ 157146 ไปในระหว่างการพิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าจำเลยทั้งสองขายที่ดินไปโดยมีเจตนาเพื่อว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีแพ่งแล้ว โจทก์อาจไม่สามารถบังคับชำระหนี้เรียกที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายไปจากผู้ซื้อที่รับโอนโดยสุจริตได้

อันเป็นเจตนาพิเศษ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157146 อันเป็นสินสมรสของโจทก์ให้ผู้อื่นภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งโดยที่มิได้มีนิติกรรมผูกพันที่จะต้องขายกันมาก่อน จึงมิใช่การขายไปในลักษณะปกติ แม้คดีแพ่งจะยังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ตาม ถือว่าโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจจะฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วจึงเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 คำพิพากษาฎีกาที่ 1675/2532 นั้นเป็นกรณีที่จำเลยขายทรัพย์จำนองเพื่อชำระหนี้จำนองตามปกติ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · วิเทพ ศิริพากย์ · มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568

จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2567

เดิมโจทก์ใช้ชื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นชื่อคู่ความ ต่อมาแก้ฟ้องใช้ชื่อ ส. กับพวก ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นคู่ความแทน เมื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ ไม่เป็นบุคคลตาม ป.พ.พ. จึงไม่สามา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2565

อุทธรณ์ข้อหนึ่งของโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2563

หนี้ของโจทก์เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จึงต้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 175/2563

จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 1 จากเดิมเลขที่ 286 ไปอยู่ที่ใหม่ แล้วจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 3 ขึ้นมาโดยใช้สำนักงานแห่งใหญ่เดิมของจำเลยที่ 1 เป็นที่ตั้งสำนักงาน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้