Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2501

พ.ศ. 2501 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรมกองต่าง ๆ ซึ่งสังกัดในกระทรวง แม้จะมีการแบ่งแยกงานเป็นสัดส่วนก็ถือว่าเป็นงานของกรมนั้น ๆ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถยนต์ในราชการของกรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ 2 แม้ในวันเกิดเหตุจะเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการก็ตาม หากปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเอารถยนต์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ยืมไปแล้ว ถือได้ว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง เมื่อมีการละเมิดเกิดขึ้น จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อโจทก์มีอายุบรรลุนิติภาวะและมีสามีแล้วและไม่ได้ความว่าเป็นผู้ทุพพลภาพ หาเลี้ยงตนเองมิได้ ก็ไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย

คำฟ้องและคำให้การ

เรื่อง ละเมิด เรียกค่าเสียหาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรนางทองเจือนิลพทธ์ และอยู่บ้านเดียวกัน จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ ในหน้าที่พนักงานขับรถยนต์เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์เลขทะเบียน ก.ท.๔๘๔๓ ของจำเลยที่ ๒ ไปรับข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ขณะขับขึ้นสพานผ่านฟ้าจำเลยที่ ๑ ได้ขับด้วยความประมาทและด้วยความเร็วสูงแซงขึ้นหน้ารถจักรยานสามล้อโดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถยนต์ชนนางทองเจือมารดาตาย และชนเด็กหญิงสุมนา เตวิทย์ บาดเจ็บสาหัส การขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ๆ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ การตายของนางทองเจือทำให้โจทก์ขาดไร้อุปการะและขาดที่รักเคารพในฐานะที่มารดาและบุตรจะพึงมีต่อกัน และโจทก์ต้องจัดการปลงศพและทำบุญตามประเพณี จึงขอเรียกค่าปลงศ ๕๐,๐๐๐ บาทค่าทำบุญตามประเพณี ๒๐,๐๐๐ บาท

ค่าที่โจทก์ขาดไร้อุปการะและขาดที่รักเคารพที่พึงมีต่อกัน ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การและเพิ่มเติมคำให้การว่า นางทองเจือผู้ตายมีบุตรหลายคนไม่ทราบว่าโจทก์จะเป็นบุตรจริงหรือไม่ นายศิริ สอนประดิษฐ์ จำเลยที่ ๑ เป็นคนขับรถยนต์ของกรมไปรษณีย์โทรเลขจริง สังกัดกองพัศดุ รถยนต์ ก.ท.๔๘๔๓ เป็นของกองโรงงาน กรมไปรษณีย์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่ราชการต้องขับ ทั้งวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการจำเลยที่ ๑ นำรถของกองโรงงานไปใช้ โดยปราศจากอำนาจและมิใช่กระทำไปในทางการที่ราชการว่าจ้าง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด เดิมนางทองเจือ (ผู้ตาย) มีอาชีพเป็นลูกจ้าง ต่อมาไม่ได้มีอาชีพอย่างใด จึงไม่มีหน้าที่และไม่สามารถจะให้ความอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเรียกค่าเสียหาย ค่าที่ต้องขาดไร้อุปการะ ค่าทำบุญศพก็ไม่ใช้ค่าสินไหมที่กฎหมายให้เรียกได้ ค่าเสียหายที่เรียกร้องก็ห่างไกลต่อความเป็นจริงเกินไป

ระหว่างพิจารณา นายศิริจำเลยที่ ๑ แถลงว่า คดีอาญาที่ถูกต้องถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฝ่ายอาญาพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ กระทำผิดพิพากษาลงโทษจำคุก ๕ ปี (คดีแดงศาลอาญาที่ ๙๖๐/๒๔๙๘) จำเลยที่ ๑ ยอมรับตามฟ้องโจทก์ ไม่คัดค้านเรื่องค่าเสียหายอย่างใด ฝ่ายจำเลยที่ ๒ แถลงว่า ในข้อเท็จจริงเรื่องละเมิดยอมถือตามข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ ๑ ถูกฟ้อง ยังต่อสู้ว่า ๑. จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ทำการในทางการที่จ้างในเวลาเกิดเหตุละเมิด ๒. โจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้อง ศาลแพ่งวินิจฉัยว่า วันเกิดหตุนายดีถี ศิริวาระ หัวหน้าแผนกจำหน่ายกองพัศดุ ได้นำรถคันที่เกิดเหตุไปต้อนรับหัวหน้ากองพัศดุ ( นายประสินธิ์ สุระสิทธิ์ ) ซึ่งกลับจากไปราชการต่างประเทศที่สนามบินดอนเมือง

ตอนขากลับได้เกิดเหตุเป็นรถของกองโรงงานซึ่งนายดิถีได้ยืมต่อหน้าแผนกพาหนะ กองโรงงานซึ่งเป็นผู้มีอำนาจให้นำรถออกใช้ได้ เห็นว่ากองโรงงานและกองพัศดุต่างก็เป็นหน่วยราชการของจำเลยที่ ๒ ผู้ที่ให้รถไปใช้และผู้ที่นำรถไปใช้ต่างก็เป็นคนของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ก็เป็นคนขับรถของจำเลยที่ ๒ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๑ และหัวหน้าแผนกต่าง ๆ จัดทำไปนั้นเป็นการกระทำที่ชอบและอยู่ในกรอบแห่งทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ไม่เป็นการนอกเหนือหน้าที่ แม้วันเกิดเหตุจะตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการก็ไม่สำคัญ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิด และเฉพาะจำเลยที่ ๑ รับตามฟ้องทั้งไม่ค้านค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดตามที่รับและที่ฟ้อง แต่คำรับของจำเลยที่ ๑ ยอมไม่ผูกมัดจำเลยที่ ๒ ค่าทำศพเพียงแต่โจทก์มอบเงินให้น้องชายไปจัดการกะให้ ๕,๐๐๐ บาท

ค่าจะเผาศพตามฐานะของโจทก์กับผู้ตายเห็นควรให้ ๕,๐๐๐ บาท ค่าอุปการะของผู้ตายอันมีต่อโจทก์ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเห็นควรให้จำเลยที่ ๒ รับผิดร่วมกับ จำเลยที่๑ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ ๒ รับผิดร่วมด้วย ๓๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนาย ๑,๐๐๐ บาทแทนโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ ๒ รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนร่วมกับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าธรรมเนียมฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ของโจทก์ให้เป็นพับ ค่าธรรมเนียมฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ให้โจทก์กับจำเลยที่ ๒ แบ่งกันเสียฝ่ายละครึ่งค่าทนายชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กองพัศดุก็ดี กองโรงงานก็ดี ต่างสังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลขผู้เป็นจำเลยที่ ๒ หาได้ไม่ นายศิริจำเลยที่ ๑ เป็นคนขับรถยนต์ในราชการของกรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ ๒ ในวันเกิดเหตุแม้จะเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ แต่ก็ปรากฎว่าวันนั้นเป็นวันที่นายประสิทธิ์ สุระสิทธิ์ หัวหน้ากองพัศดุ กรมไปรษณีย์โทรเลข กลับจากไปราชการต่างประเทศในราชการของจำเลยที่ ๒ นายดิถี หัวหน้าแผนกจำหน่ายกองพัศดุ ได้ยืนรถยนต์จากหัวหน้าแผนกพาหนะ กองโรงงาน ในราชการของกรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยที่ ๒ เพื่อไปรับนายประสิทธิ์ เมื่อได้รับอนุญาตแล้วนายดิถีได้สั่งให้นายสนิท หัวหน้าแผนกยานพาหนะ สั่งให้นายศิริ จำเลยที่ ๑ เอารถยนต์คันที่เกิดเหตุไปรับนายประสิทธิ์ โดยนายดิถีได้ร่วมไปกับรถที่จำเลยที่ ๑ ได้ขับไปด้วย และนอกจากนี้ยังปรากฎอีกว่าสำหรับกองพัศดุ

หัวหน้ากองหัวหน้าแผนกจำหน่าย มีอำนาจสั่งรถไปใช้ราชการได้และยังผ่อนผันให้ใช้ในทางส่วนตัวได้ในบางกรณีเกี่ยวกับสวัสดิการ เช่น บวชนาค ทำศพ แต่งงาน จึงฟังได้ว่าการที่จำเลยที่ ๑ พร้อมด้วยข้าราชการผู้อื่นในกรมไปรษณีย์โทรเลขเอารถไปรับนายประสิทธิ์ ซึ่งกลับจากราชการต่างประเทศจึงเป็นไปในทางการที่จ้างจำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ.ม.๔๒๕ ปรากฎว่าโจทก์มีอายุบรรลุนิติภาวะและมีสามีแล้ว ตามป.พ.พ.ม. ๔๔๓ วรรค ๓ และ ม.๑๕๓๖ วรรค ๒ นั้น ผู้เป็นมารดาจะต้องอุปการะเลี้ยงดูแต่เฉพาะผู้ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้เท่านั้น ทางพิจารณาไม่ได้ความว่าโจทก์ผู้เป็นบุตรทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนมิได้กลับได้ความว่าก่อนตาย นางทองเจือผู้เป็นมารดาโจทก์ ได้อยู่กินกับโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะต้องขาดไร้อุปการะได้ตามกฎหมาย

ผลคำพิพากษา

จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นต้นไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนูภันย์วิมลสาร · มนูภันย์วิมลสาร · ประศาสน์วินิจฉัย
ศาลล่าง
ศาลชั้นต้น - นายบุศย์ ขันธวิทย์
ศาลอุทธรณ์ - นายสอาด นาวีเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้