คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 25 ธันวาคม 2551
โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 29 มกราคม 2552 ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง วันที่ 29 มกราคม 2552 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งต่อไป ในวันเดียวกันโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เนื่องจากโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์เข้ามาแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้อีก ให้ยกคำร้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้ ให้ยกคำร้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์ร่วมฟังเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 และคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ หากโจทก์ร่วมประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ตามเงื่อนไขในมาตรา 193 ตรี โดยให้อัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมก็ชอบที่จะดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวให้ถูกต้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมไม่ดำเนินการดังกล่าว และเมื่อใกล้วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์โจทก์ร่วมก็ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น
เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมจึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่าเพื่อดำเนินการขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นความบกพร่องของโจทก์ร่วมเอง กรณีของโจทก์ร่วมยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ร่วมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้โอกาสแก่โจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้อย่างเต็มที่นั้น
เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นฎีกาที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย แต่ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมอ้างเหตุเพื่อขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง มิได้ขอให้ศาลใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้ศาลฎีกาใช้อำนาจทั่วไปขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน