Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันทำกิจการโรงแรมมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่ใช้เป็นทุนปลูกสร้างโรงแรมจะเกิดจากฝ่ายใดหามาไม่สำคัญ ต้องถือว่าโรงแรมเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 เมื่อผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วมกันกับโจทก์ที่ 1โรงแรมจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 5 จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างที่เป็นสามีภรรยากับจำเลยที่ 5 ย่อมเป็นสินสมรส เงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายเพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม แต่เป็นดอกผลของโรงแรมตกได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 111และมาตรา 1360 และเมื่อเงินดังกล่าวมิใช่มรดกของผู้ตาย แม้ทายาทคนหนึ่งปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ ทายาทคนนั้นก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาโดยเรียกโจทก์ทั้งห้าในสำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และโจทก์ในสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 5สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า นายวิบูลย์ อูนากูล เจ้ามรดกมีภรรยา 4 คน ได้แก่ (1) นางสอิ้ง อูนากูล มีบุตรด้วยกัน 4 คนคือ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นางสอิ้งได้ถึงแก่กรรมไปก่อนนายวิบูลย์ประมาณ 30 ปี (2) จำเลยที่ 5มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรทิพย์ อูนากูล (3) โจทก์ที่ 1มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 (4) นางสง่า อูนากูลมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายอาษา

อูนากูล โจทก์ที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายวิบูลย์ แต่ได้อยู่กินร่วมกันอย่างออกหน้าเป็นที่รู้จักกันทั่วไป และได้ร่วมกันทำมาหากินตั้งแต่ พ.ศ. 2485โดยร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 878 ต่อมาปี พ.ศ. 2491 ได้ร่วมกันก่อสร้างโรงแรมอูนากูล ในอาคารโรงแรมยังได้แบ่งส่วนให้เช่าทำร้านตัดผม ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์ที่ 1กับนายวิบูลย์คนละกึ่งส่วนเท่ากัน ปัจจุบันที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีราคารวมประมาณ 20 ล้านบาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 และนายวิบูลย์ยังมีกรรมสิทธิ์ร่วมในเงินฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัดสาขาชลบุรี ซึ่งฝากในนามของนายวิบูลย์อีก 45,000 บาทนายวิบูลย์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2526 และได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 และบุตรของนายวิบูลย์อีก 9 คน

ทายาท นอกนั้นจึงถูกตัดมิให้รับมรดกโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วจึงเป็นทายาทและมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมคนละ 1 ส่วนโจทก์ที่ 5 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ตามคำสั่งศาลโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ประสงค์จะให้นำทรัพย์สินมาแบ่งกันจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 จัดการแบ่งจำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองและเก็บผลประโยชน์ของโรงแรมตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงปัจจุบัน ค่าเช่าโรงแรมและค่าเช่าร้านตัดผมเก็บได้เดือนละประมาณ 80,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 880,000 บาท จำเลยที่ 4 นำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบเงินรายได้ และสรรพเอกสารตลอดจนบัญชีรายรับรายจ่ายให้โจทก์ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วก็เพิกเฉย

ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีเจตนาปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกเท่ากับส่วนที่ตนจะได้รับตามพินัยกรรมจึงต้องถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก ขอให้กำจัดจำเลยที่ 4 ไม่ให้รับมรดกของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์ที่ 5 จัดการแบ่งทรัพย์สินและทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 878 พร้อมอาคารโรงแรมอูนากูล ออกขายนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ที่ 1 ครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์มรดกให้จัดแบ่งแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนางสาวพรทิพย์ อูนากูล รวม 9 คน คนละ 1 ส่วนเท่ากัน หากไม่อาจขายโดยวิธีธรรมดาได้ ก็ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 มีสิทธิได้รับอย่างต่ำเป็นเงิน15,555,555.55 บาท ให้จำเลยที่ 4 นำเงินรายได้ของโรงแรมนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 880,000 บาทมาแบ่งแก่ทายาทรวม 9 คน ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 จะได้รับเป็นเงินทั้งสิ้น 684,444.45 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำเงินค่าเช่าร้านตัดผมและเงินรายได้ของโรงแรมในอัตราเดือนละ 80,000บาท

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปมาแบ่งให้แก่ทายาท 9 คน ตามสัดส่วนจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าจะขายที่ดินและกิจการโรงแรมไปแล้วและให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากธนาคารจำนวน 45,000 บาท ให้แก่ทายาท 9 คน ตามส่วน ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 มีสิทธิได้รับรวมเป็นเงิน 35,000 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนางสอิ้งอันเกิดกับวิบูลย์ ผู้ตาย บิดามารดาอยู่กินกันเมื่อประมาณ พ.ศ. 2477 และเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินโฉนดที่ 878 บิดามารดาได้ซื้อมาเมื่อ พ.ศ. 2486 จึงเป็นสินสมรสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2487 บิดามารดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินนี้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อมา พ.ศ. 2487 นางสอิ้งถึงแก่กรรมที่ดินแปลงนี้จึงต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน

ตกได้แก่ผู้ตาย 1 ส่วน และนางสอิ้ง 1 ส่วน ส่วนของนางสอิ้งตกได้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ตามพินัยกรรม ส่วนของผู้ตายตกแก่ทายาททุกคน หลังจากนางสอิ้งถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ตายได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 เมื่อพ.ศ. 2487 หลังจากนั้นได้ก่อสร้างโรงแรมอูนากูลลงในที่ดินแปลงดังกล่าว โรงแรมจึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5กึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมต้องแบ่งสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ก่อนปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสินเดิมมาก่อน การแบ่งโรงแรมจึงต้องแบ่งเป็น 4 ส่วน ผู้ตายได้ 1 ส่วน จำเลยที่ 5 ได้ 1 ส่วน อีก2 ส่วนเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ดังนั้นมรดกของผู้ตายจึงมีเพียง1 ใน 4 ส่วนเท่านั้น

สำหรับเงินสดจำนวน 45,000 บาท ในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 5 กับผู้ตายแบ่งเป็น 2 ส่วน จำเลยที่ 5 ได้ 1 ส่วนเป็นเงิน 22,500 บาท ส่วนของผู้ตายเป็นมรดกตกแก่ทายาท 10 คนคนละ 1 ส่วนเท่ากันตามพินัยกรรม ในการก่อสร้างและดำเนินกิจการโรงแรมอูนากูล โจทก์ที่ 1 ไม่เคยร่วมทุนและไม่เคยมาช่วยทำกิจการจึงไม่มีสิทธิในที่ดินและโรงแรม จำเลยที่ 4 ไม่เคยนำรายได้จากกิจการโรงแรมไปใช้เป็นส่วนตัว แต่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายและเก็บรักษาเงินไว้ เพื่อส่งมอบให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไปจำเลยที่ 4 ไม่เคยรับหนังสือทวงถามจากโจทก์ การที่จำเลยที่ 4ไม่ยอมส่งมอบบัญชีและรายได้ให้โจทก์ที่ 5 นั้น ก็ไม่เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก จึงไม่ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก

รายได้กิจการโรงแรมและค่าเช่าร้านตัดผมเดือนละ 70,200 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเดือนละ 10,000 บาท แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4ปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์มรดก ก็ไม่เกินส่วนที่จำเลยที่ 4มีสิทธิได้รับ จึงไม่ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกสำนวนที่สองจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามดังกล่าวและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดจากนางสอิ้ง จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ผู้ตายและนางสอิ้งเป็นสามีภรรยากันเมื่อประมาณพ.ศ. 2477 อยู่ร่วมกันจนนางสอิ้งตายเมื่อ พ.ศ. 2487 ผู้ตายและนางสอิ้งได้ซื้อที่ดินโฉนดที่ 878 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2486โดยใส่ชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงเป็นสินสมรสของผู้ตายและนางสอิ้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2487 นางสอิ้งได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 1 ส่วนเท่า ๆ กัน หลังจากนางสอิ้งตายแล้วผู้ตายก็ครอบครองที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แทนตลอดมาและได้เอาไปจำนองธนาคารเอาเงินมาก่อสร้างโรงแรมอูนากูลซึ่งเป็นการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทำให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 มีส่วนเป็นเจ้าของอาคารและกิจการโรงแรมอยู่คนละ 1ใน 8 ส่วน ต่อมาผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2526หลังจากนั้นโรงแรมมีรายได้เป็นกำไรสุทธิเดือนละ 10,000 บาทนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 112,666.66 บาท ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ใน 8 ส่วน ขอให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและกิจการโรงแรมให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ใน 8 ส่วนของกรรมสิทธิ์ทั้งหมด

หากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เพิกเฉยก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 และให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 ชำระเงินให้จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 คนละ 14,083.33 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 จ่ายเงินรายได้โรงแรมอูนากูลให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 คนละ 1,250 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4จำเลยที่ 1 ให้การรับตามฟ้องโจทก์ที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะถูกกำจัดมิให้รับมรดก ที่ดินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับนางสอิ้งทำมาหาได้ด้วยกัน ผู้ตายได้โจทก์ที่ 1 ก่อนที่นางสอิ้งจะตายที่ดินพิพาทได้มาก่อนนางสอิ้งตาย

พินัยกรรมของนางสอิ้งปลอมผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับใหม่แล้วเพิกถอนฉบับเดิม ผู้ตายมิได้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โรงแรมมีกำไรไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาทสำนวนที่สาม จำเลยที่ 5 เป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 5กับผู้ตายเป็นสามีภรรยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อ พ.ศ. 2487ต่างมีสินเดิมมาด้วยกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรทิพย์อูนากูล จำเลยที่ 5 ได้ร่วมกับผู้ตายปลูกสร้างอาคารโรงแรมอูนากูลลงในที่ดินพิพาท และดำเนินกิจการโรงแรมตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2526 อาคารโรงแรมเป็นสินสมรสเงินฝากของผู้ตายที่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรีจำนวน 45,000 บาท ก็เป็นสินสมรส จำเลยที่ 5 มีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง

ตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมโรงแรมมีรายได้กำไรสุทธิเดือนละ10,000 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 111,666.66 บาท จำเลยที่ 5มีส่วนกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 55,833.55 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น55,833.33 บาท) และจำเลยที่ 5 มีสิทธิในกิจการโรงแรมอีกเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยที่ 5 ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นให้จำเลยที่ 5 แล้วจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เพิกเฉย ขอให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5จัดการลงชื่อจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของร่วมกึ่งหนึ่งในอาคารโรงแรมและกิจการของโรงแรม หากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เพิกเฉยก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 และให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 แบ่งเงิน 22,500 บาทที่ฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ

จำกัด สาขาชลบุรี ให้จำเลยที่ 5 ตามสิทธิที่มีอยู่กึ่งหนึ่งกับให้แบ่งเงินรายได้จากกิจการโรงแรม 8,333.33 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้จำเลยที่ 5 เสร็จจำเลยที่ 1 ให้การรับตามฟ้องโจทก์โจทก์ที่ 5 ให้การว่า อาคารโรงแรมและเงินฝากธนาคารจำนวน45,000 บาท ไม่ใช่สินสมรสของจำเลยที่ 5 กับผู้ตาย เพราะก่อนนางสอิ้งภรรยาคนแรกของผู้ตายถึงแก่กรรมประมาณ 2 ปี ผู้ตายได้ร่วมอยู่กินกับโจทก์ที่ 1 ฉันสามีภรรยาเรื่อยมาตั้งแต่พ.ศ. 2485 ตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่กรรมมีบุตรกับโจทก์ที่ 1 รวม4 คน คือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 5 เพิ่งจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเมื่อปี พ.ศ. 2487 หลังจากนั้นประมาณ 2-3 เดือน

จำเลยที่ 5จงใจทิ้งร้างผู้ตายไป จวบ จนผู้ตายถึงแก่กรรมเป็นเวลานานถึง 39 ปีแม้หลังผู้ตายถึงแก่กรรม จำเลยที่ 5 ก็ไม่เคยมาในงานศพของผู้ตายส่วนโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายได้ร่วมประกอบอาชีพด้วยกันโดยในปีพ.ศ. 2491 ได้ร่วมกันสร้างอาคารโรงแรมเป็นเรือนไม้ลงในที่ดินพิพาทต่อมาปี พ.ศ. 2508 ได้ร่วมกันสร้างอาคารเป็นตึก 4 ชั้น แทนเรือนไม้หลังเก่า จำเลยที่ 5 ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือร่วมประกอบกิจการโรงแรม มีแต่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายร่วมกันทำมาหาได้มาตลอดจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 5 กับผู้ตาย หากแต่เป็นทรัพย์กรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์ที่ 1 กับผู้ตาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท1 ใน 15 ส่วนของที่ดิน เป็นเจ้าของอาคารโรงแรม 21 ใน 40ส่วนของอาคารโรงแรม เป็นเจ้าของเงินฝากในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การจำกัด

สาขาชลบุรี กึ่งหนึ่งของเงินในบัญชี และเป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรม 21 ใน 40 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมา โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 15 ส่วนของที่ดิน มีส่วนเป็นเจ้าของอาคารโรงแรมคนละ1 ใน 40 ส่วนของอาคารโรงแรม เป็นเจ้าของเงินฝากธนาคารคนละ1 ใน 44 ส่วนของเงินที่มีอยู่ในบัญชี เป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมคนละ 1 ใน 40 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนละ3 ใน 20 ส่วนของที่ดิน เป็นเจ้าของอาคารโรงแรมคนละ 1 ใน 40 ส่วนของอาคารโรงแรม เป็นเจ้าของเงินฝากธนาคารคนละ 1 ใน 44 ส่วนของเงินที่มีอยู่ในบัญชี และเป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมคนละ 1 ใน 40 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมาจำเลยที่ 5 มีส่วนเป็นเจ้าของอาคารโรงแรม 1 ใน 4 ของอาคารโรงแรมเป็นเจ้าของเงินฝากธนาคาร 1 ใน 4 ส่วนของเงินที่มีอยู่ในบัญชีและเป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรม1 ใน 4 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมา ให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการขายที่ดินและอาคารโรงแรมดังกล่าวโดยประมูลราคากันเองในระหว่างผู้เป็นเจ้าของก่อน

ถ้าไม่เป็นผลก็ให้เอาออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของ (ถ้าขายที่ดินและโรงแรมพร้อมกันไปได้เงินมาเท่าใด ก็ให้คิดเป็นอัตราส่วนระหว่างที่ดินกับโรงแรม โดยถืออัตราส่วน 1 ต่อ 16 หรือ เศษ 1 ส่วน 17 ต่อ เศษ 16 ส่วน 17)ให้ผู้จัดการมรดกไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วแบ่งให้โจทก์จำเลยตามอัตราส่วนที่มีสิทธิ ให้จำเลยที่ 4 จัดการส่งมอบเงินรายได้สุทธิจากกิจการโรงแรม (รวมร้านตัดผม) ที่ได้รับมาทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงวันที่ศาลพิพากษาคดีนี้ (ซึ่งฟังว่ามีรายได้สุทธิเดือนละ 25,000 บาท) ให้แก่โจทก์และจำเลยตามสัดส่วนที่มีสิทธิ และในการจัดการส่งมอบรายได้ดังว่านั้นซึ่งจะได้รับในอนาคต (หลังศาลพิพากษาคดีแล้ว) ให้โจทก์และจำเลยตามสัดส่วนที่มีสิทธิ จนกว่าจำเลยที่ 4 จะพ้นจากหน้าที่ผู้เก็บรักษาเงินถ้าจำเลยที่ 4 พ้นหน้าที่ไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1และโจทก์ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะจัดการต่อไป คำขอของโจทก์จำเลยยิ่งกว่านี้ให้ยกเสีย

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 (ที่ไม่ระบุส่วนของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้ง) ดังนี้1. ที่ดินพิพาทแบ่งให้โจทก์ทั้งห้าคนละ เศษ 4 ส่วน 60 ส่วนและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 9 ส่วน 60 ของที่ดินพิพาททั้งหมด2. อาคารโรงแรมทั้งหมดแบ่งให้จำเลยที่ 5 กึ่งหนึ่งส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 1 ส่วน 10 ของอาคารส่วนที่เหลือกึ่งหนึ่งดังกล่าว3. เงินรายได้จากกิจการโรงแรม (รวมรายได้จากร้านตัดผม)หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมถึงวันฟ้องเป็นเงิน 165,000 บาท

แบ่งให้จำเลยที่ 5 เศษ 13 ส่วน 22 ส่วน แบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 2 ส่วน 22 ส่วนของเงินดังกล่าวส่วนเงินได้สุทธิจากกิจการโรงแรมหลังฟ้อง ซึ่งไม่อาจคาดคะเนได้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้เพราะรายรับรายจ่ายแต่ละเดือนไม่เท่ากันเสมอไป จึงให้จำเลยที่ 1 แสดงรายรับรายจ่ายตามความเป็นจริงต่อทายาทผู้มีสิทธิ เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้วได้เงินสุทธิเท่าใด ก็ให้แบ่งไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามหลักเกณฑ์ข้างต้นเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะเลิกหรือโอนกิจการไป4. เงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวนเงินต้น 45,000 บาท ให้แบ่งแก่จำเลยที่ 5 จำนวน เศษ 13 ส่วน 22 ส่วน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 2 ส่วน 22 ส่วน ของเงินต้นทั้งหมดส่วนดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินต้นดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าใดให้นำมาแบ่งแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามส่วนที่ตนจะได้ดังกล่าวข้างต้นที่ดินพิพาทและอาคารโรงแรมพิพาทตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ทายาทผู้เป็นเจ้าของร่วมตกลงแบ่งกันเอง ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ประมูลขายกันเองก่อน หากยังตกลงแบ่งกันไม่ได้อีก ก็ให้นำออกขายหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งให้แก่ผู้มีสิทธิตามส่วนดังกล่าวข้างต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า นายวิบูลย์ผู้ตายมีภรรยา 4 คน คือ นางสอิ้งจำเลยที่ 5 โจทก์ที่ 1 และนางสง่า ผู้ตายมีบุตรกับภรรยาทั้งสี่ดังกล่าวดังนี้คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุตรเกิดกับนางสอิ้งนางสาวพรทิพย์เกิดกับจำเลยที่ 5 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เกิดกับโจทก์ที่ 1 และนายอาษาเกิดกับนางสง่า ภรรยาของผู้ตายทั้งหมดคงมีจำเลยที่ 5 คนเดียวได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย นอกนั้นไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นางสอิ้งมารดาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงแก่กรรมไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2487 จำเลยที่ 5 กับนางสง่าแยกทางกับผู้ตายก่อนผู้ตายถึงแก่กรรมหลายปี คงมีโจทก์ที่ 1 อยู่กินกับผู้ตายตลอดมา

ทรัพย์สินที่พิพาทมีที่ดินโฉนดที่ 878 พร้อมด้วยอาคารโรงแรมอูนากูล ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินนี้ รายได้ของกิจการโรงแรมดังกล่าวตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมตลอดมาและเงินฝากในบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี จำนวน 45,000บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2487 ผู้ตายกับนางสอิ้งได้ร่วมกันทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และต่อมาผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2522 ยกที่ดินพิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนี้ให้แก่ทายาท 10 คน ซึ่งมีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 รวมอยู่ด้วย เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 878 นั้น

คดีได้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับนางสอิ้งทำมาหาได้ด้วยกันอันเป็นสินสมรส โจทก์ที่ 1ไม่มีส่วนทำมาหาได้ด้วย และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วว่าการแบ่งสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางสอิ้งที่อยู่กินก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ต้องบังคับไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ผู้ตายกับนางสอิ้งต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน ที่ดินโฉนดที่ 878 ผู้ตายได้ส่วนแบ่ง 2 ส่วนนางสอิ้งได้ 1 ส่วนคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งห้าว่า โรงแรมอูนากูลเงินฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี ที่โจทก์อ้างว่ามีประมาณ 45,000 บาท และเงินรายได้จากกิจการโรงแรมซึ่งได้มาหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมโจทก์ที่ 1 มีส่วนทำมาหาได้กับผู้ตายหรือไม่

โจทก์นำสืบได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ได้มาอยู่กินกับผู้ตายฉันสามีภรรยาตั้งแต่ผู้ตายมีอาชีพทำประมง โจทก์ที่ 1ร่วมกับผู้ตายทำมาหากินด้วยกันโดยช่วยทำอวนรัง ทำโป๊ะ ร่วมทำกิจการเดินรถยนต์ โดยสารประจำทางและเก็บหอมรอมริบเงินที่ได้จากการทำอวน ทำโป๊ะ มาร่วมกันสร้างอาคารโรงแรมเป็นเรือนไม้ก่อนต่อมารื้อแล้วสร้างเป็นตึกแถวคอนกรีตใหม่ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งได้ช่วยดูแลกิจการโรงแรมด้วย กล่าวคือช่วยต้อนรับแขกเก็บเงินจากแขกที่มาพัก ช่วยเย็บปลอกหมอน เย็บที่นอน ฝ่ายจำเลยนำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ที่ 1 เข้ามาสู่ครอบครัวของผู้ตายในฐานะคนรับใช้ก่อนหลังจากนางสอิ้งมารดาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1ทำหน้าที่เลี้ยงดูจำเลยที่ 4 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งคลอดไม่นาน

ต่อมาผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 หลังจากนั้นผู้ตายจึงได้เสียกับโจทก์ที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 5 โกรธจึงแยกทางไปจากผู้ตาย ผู้ตายประกอบอาชีพการประมงทำกิจการรถโดยสารประจำทางและกิจการโรงแรมด้วยตนเองทั้งสิ้น เป็นผู้ลงทุนเอง โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ร่วมลงทุนด้วยเพราะเป็นคนยากจนมาก่อน เข้ามาในครอบครัวของผู้ตายก็ในฐานะคนรับใช้ ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กในบ้านหรือทำหน้าที่แม่บ้านเท่านั้นแม้ขณะผู้ตายปลูกสร้างอาคารโรงแรมและดำเนินกิจการโรงแรมนั้นผู้ตายจัดการดำเนินการเองทั้งสิ้น โจทก์ที่ 1 มาช่วยงานของโรงแรมบ้าง ก็เป็นการทำตามคำสั่งของผู้ตาย เช่นเอาเสื้อผ้าของโรงแรมไปให้ลูกจ้างที่บ้านซัก ช่วยดูแลผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนของโรงแรมและช่วยทำความสะอาดโรงแรมพิเคราะห์แล้ว

ปัญหาเกี่ยวกับตัวโรงแรมได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่า โรงแรมสร้างเป็นเรือนไม้ก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2491โดยมีชั้นเดียว แล้วต่อมาต่อเติมเป็นสองชั้น และในปี พ.ศ. 2508จึงเปลี่ยนมาเป็นตึกเสริมเหล็กสี่ชั้น ด้านหน้าติดถนนเจตน์ จำนงค์ชั้นล่างมีทางเข้าตรงกลาง ด้านขวาทั้งแถบจำเลยที่ 2 เปิดเป็นคลีนิควรรณะการแพทย์ ด้านซ้ายเป็นที่ทำการสำหรับต้อนรับแขกและริมซ้ายสุดกั้นเป็นห้องตัดผมให้คนเช่า และได้ความจากการนำสืบของฝ่ายจำเลยว่าโจทก์ที่ 1 ได้มาช่วยงานที่โรงแรมดูแลรักษาความสะอาด ซักผ้าปูที่นอนปลอกหมอนและเตรียมอาหารจากบ้านมาเลี้ยงดูพนักงานของโรงแรม ประกอบกับได้ความจากภาพถ่ายความเป็นไปในครอบครัวของผู้ตาย เช่น รูปหมู่ที่ถ่ายพร้อมหน้ากัน

ภาพถ่ายตอนที่จำเลยที่ 2 รับปริญญา ทำพิธีแต่งงานจำเลยที่ 3 ทำพิธีแต่งงานก็มีโจทก์ที่ 1 ร่วมด้วยทุกครั้ง แสดงให้ปรากฏแก่คนทั่วไปว่าเป็นมารดาของบุตรทุกคนของผู้ตาย ตอนที่ทำพิธีสงฆ์เปิดโรงแรมตึกสี่ชั้น โจทก์ที่ 1 ก็แสดงตนเป็นเจ้าของกิจการร่วมกับผู้ตายทั้งโจทก์ที่ 1 ก็ทำบุญร่วมกับผู้ตายอย่างเสมอหน้ากัน ปรากฏตามอนุโมทนาบัตรและภาพถ่ายหมาย จ.7 ถึง จ.44 ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาที่ผู้ตายเชิดชูให้เกียรติเสมอตนเชื่อได้ว่าผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ร่วมกันทำกิจการโรงแรมมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่ใช้เป็นทุนปลูกสร้างโรงแรมนั้นจะเกิดจากฝ่ายใดหามาไม่สำคัญ ต้องถือว่าโรงแรมนั้นเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 โรงแรมที่โจทก์ที่ 1 ร่วมกับผู้ตายปลูกสร้างลงไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 878 ซึ่งเป็นของผู้ตายนี้แสดงว่าผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วมกันกับโจทก์ที่ 1 ดังนั้นโรงแรมอูนากูลจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินดังกล่าว

กรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ตายแต่เพียงคนเดียวเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการโรงแรมอูนากูลมาตลอดไม่มีโจทก์ที่ 1 เป็นหุ้นส่วนด้วยและไม่จำต้องวินิจฉัยว่าอาคารโรงแรมอูนากูลบนที่ดินโฉนดที่ 878 เป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 5จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาระหว่างที่เป็นสามีภรรยากับจำเลยที่ 5ย่อมเป็นสินสมรส ดังนั้นโรงแรมอูนากูลเมื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 แล้วครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่ได้แก่ผู้ตายจึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ทางพิจารณาได้ความว่าทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 5 ต่างมีสินเดิมจึงต้องแบ่งสินสมรสคนละครึ่งจำเลยที่ 5 มีสิทธิเป็นเจ้าของโรงแรม

เศษ 1 ส่วน 4 ของโรงแรมและผู้ตายมีสิทธิเป็นเจ้าของเศษ 1 ส่วน 4 ของโรงแรมซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายตกทอดแก่ทายาทตามพินัยกรรมรวม 10 คน สำหรับเงินฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี โจทก์ฟ้องว่ามีอยู่ประมาณ 45,000 บาท แต่เมื่อนำสืบแล้วได้ความว่ามีอยู่51,651.14 บาท ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.59 ซึ่งระบุว่า เป็นเงินของผู้ตายและ/หรือโจทก์ที่ 1 ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้รับฟังว่าเป็นรายได้จากกิจการโรงแรมที่ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ทำร่วมกันจึงเป็นเจ้าของคนละครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่เป็นของผู้ตายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ต้องแบ่งคนละครึ่งเป็นอย่างเดียวกับการแบ่งโรงแรมดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 5 มีสิทธิเป็นเจ้าของอยู่เศษ 1 ส่วน 4 ของเงินที่มีอยู่

ผู้ตายมีสิทธิเป็นเจ้าของอยู่เศษ 1 ส่วน 4 ของเงินที่มีอยู่ เมื่อตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 ที่ผู้ตายทำไว้มิได้ระบุตัวเงินดังกล่าว เงินส่วนของผู้ตายจึงตกได้แก่ทายาทโดยธรรมรวม 11 คน ได้คนละส่วนเท่ากันแต่ส่วนนี้สำหรับจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาแบ่งส่วนนี้ให้จำเลยที่ 5 ไม่อุทธรณ์จึงยุติ ส่วนเงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว เห็นว่ามิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม แต่เป็นดอกผลของโรงแรมตกได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 111 และมาตรา 1360 เงินรายได้นี้ฝ่ายโจทก์และจำเลยนำสืบโต้แย้งกัน โดยฝ่ายโจทก์นำสืบว่าควรจะมีรายได้สุทธิเดือนละ 70,000 บาท

ฝ่ายจำเลยนำสืบว่ามีรายได้สุทธิเดือนละประมาณ 10,000 บาท ฝ่ายโจทก์นำสืบว่าโรงแรมมีห้องทั้งหมด 52 ห้อง ราคามีหลายระดับอย่างต่ำวันละ 40 บาทอย่างสูงวันละ 120 บาท แต่ฝ่ายโจทก์นำสืบไม่ชัดว่าห้องแต่ละระดับนั้นมีกี่ห้องและรายจ่ายมีอะไรบ้าง จึงไม่อาจกะประมาณได้ว่าเดือนหนึ่งควรจะมีรายได้สุทธิประมาณเท่าใด ส่วนฝ่ายจำเลยก็นำสืบไม่ชัดแจ้งเช่นเดียวกัน ทั้งทางพิจารณาได้ความว่านายเมฆ (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นผู้เก็บเงินจากลูกค้าแล้วส่งมอบให้จำเลยที่ 4เก็บรักษาไว้ แต่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยก็มิได้นำนายเมฆมาสืบให้แจ้งชัดแต่อย่างใด เมื่อพิจารณารายรับรายจ่ายของโรงแรมตามสำเนาเอกสารหมาย ล.7 ที่จำเลยที่ 4 แสดงมาประกอบกับบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 4 ที่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ

สาขาชลบุรีและคำเบิกความของจำเลยที่ 4 แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 4 เบิกความไม่สมเหตุสมผลโดยเฉพาะจำเลยที่ 4 น่าจะนำเอารายได้ของโรงแรมไปฝากไว้ในบัญชีหนึ่งต่างหาก ไม่น่าจะเอาไปฝากรวมไว้ในบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 4 จึงเป็นพิรุธ น่าเชื่อว่ารายได้สุทธิของโรงแรมเกินกว่าเดือนละ 10,000 บาท และมีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ25,000 บาท เมื่อนับตั้งแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 12 เดือน จึงควรเป็นรายได้สุทธิประมาณ 300,000บาท และหลังจากฟ้องก็ควรมีรายได้สุทธิประมาณเดือนละ 25,000 บาทตลอดมา ฎีกาโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังขึ้นโจทก์ทั้งห้าฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้เก็บรักษาเงินรายได้จากกิจการโรงแรม (รวมทั้งร้านตัดผม)ได้ปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเห็นว่า

เงินที่ได้จากกิจการโรงแรม (รวมทั้งร้านตัดผม) ที่ได้มาภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรมไม่ใช่มรดกของผู้ตาย แม้จำเลยที่ 4 ปปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ จำเลยที่ 4 ก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ฎีกาโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งทรัพย์ที่พิพาทดังนี้ แบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 ได้เศษ 1 ส่วน 15 ส่วนของที่ดินพิพาท ได้เศษ 21 ส่วน 40 ส่วนของอาคารโรงแรมพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 2 ส่วนของเงินฝากในบัญชีธนาคารได้เศษ 21 ส่วน 40 ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมซึ่งรวมรายได้จากร้านตัดผมด้วย ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ได้คนละเศษ 1ส่วน 15 ส่วนของที่ดินพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 40 ส่วนของอาคารโรงแรมได้เศษ 1 ส่วน 44 ส่วนของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ได้เศษ 1 ส่วน 40ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมฯ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ได้คนละเศษ 3 ส่วน 20 ส่วนของที่ดินพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 40 ส่วนของอาคารโรงแรมพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 44 ส่วนของเงินในบัญชีธนาคารได้เศษ 1 ส่วน 44 ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมฯ ให้จำเลยที่ 5 ได้เศษ 1 ส่วน 4 ส่วนของอาคารโรงแรม เศษ 1 ส่วน 4 ส่วนของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ได้เศษ 1 ส่วน 4 ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมฯ ในการจัดแบ่งที่ดินและอาคารโรงแรมพิพาทดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้โจทก์จำเลยที่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งให้ตกลงแบ่งกันเองก่อน ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ประมูลขายในระหว่างกันเองนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนที่มีสิทธิ หากยังตกลงแบ่งกันไม่ได้ก็ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งให้แก่โจทก์จำเลยตามส่วนที่มีสิทธิกับให้จำเลยที่ 1 ไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วแบ่งให้โจทก์จำเลยดังกล่าวตามส่วนที่มีสิทธิ และให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบเงินรายได้สุทธิจากกิจการโรงแรมฯ ที่ได้รับมาทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรม (ซึ่งฟังว่ามีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ 25,000 บาท นับถึงวันฟ้องมีรายได้สุทธิประมาณ300,000 บาท) ให้แก่โจทก์จำเลยตามส่วนที่มีสิทธิดังกล่าวแล้วด้วยทั้งนี้จนกว่าจำเลยที่ 4 จะพ้นจากการเป็นผู้เก็บรักษาเงินรายได้ส่วนนี้คำขออื่นของโจทก์จำเลยนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร ตันตราภรณ์ · สมพงษ์ สนธิเณร · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้