Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยปลอมพินัยกรรมของเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกย่อมสืบมรดกต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้ว ตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639 เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดกและบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายทอง ศรีบุญเรือง และนางแพง ศรีบุญเรือง เป็นบิดามารดาของโจทก์กับจำเลย ต่อมานายทองและนางแพงได้รับนายชัยณรงค์ ศรีบุญเรือง บุตรของโจทก์เป็นบุตรของนายทองและนางแพงอีกคนหนึ่ง นายทองและนางแพงมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยระบุชื่อในเอกสารสิทธิว่านางแพงเป็นเจ้าของ คือ ที่ดิน 6 แปลง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางแพงโดยระบุว่านางแพงยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากนางแพงป่วยหนักและเมื่อนางแพงถึงแก่ความตายจำเลยกับพวกประทับลายพิมพ์นิ้วมือของนางแพงลงในพินัยกรรม พินัยกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2537

จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางแพงเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 7 เมษายน 2538 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1 ตามลำดับเป็นของตน จำเลยจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพง ทรัพย์สินทั้งหมดของนางแพงจึงตกเป็นของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 เป็นโมฆะ และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงในที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวโดยให้ที่ดินดังกล่าวตกแก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว และให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางแพง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 410/2537 ของศาลชั้นต้น เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่ 3 และแปลงที่ 1 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงที่ 10

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาเป็นว่า ให้พินัยกรรมของนางแพง ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 ตกเป็นโมฆะ และกำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพง ศรีบุญเรือง ฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามเอกสารหมาย จ. 1 และให้ที่ดินทั้ง 6 แปลง ตกแก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรับมรดกของจำเลยในที่ดินแปลงที่ 3 และที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องกันโดยต่างเป็นบุตรของนายทองกับนางแพง นายทองถึงแก่ความตายเมื่อปี 2526 ส่วนนางแพงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 นางแพงมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 6 แปลง? และพินัยกรรมตามเอกสารหมาย จ. 1 นั้นเป็นพินัยกรรมที่จำเลยกับพวกทำปลอมขึ้น จึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนางแพงฐานเป็นผู้ไม่สมควร เฉพาะมรดกตามพินัยกรรมนั้นได้ความจากพยานโจทก์ว่า จำเลยมีบุตรเป็นผู้สืบสันดาน ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยปลอมพินัยกรรมของนางแพงเจ้ามรดก จำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงก็ตาม แต่การถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรนั้นเป็นการเฉพาะตัว

บุตรของจำเลยซึ่งไม่ได้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนางแพงย่อมสืบมรดกของนางแพงต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1607, 1639 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางแพงเจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือโจทก์และจำเลย เมื่อจำเลยถูกกำจัดมิให้รับมรดก และบุตรของจำเลยรับมรดกแทนที่ดังวินิจฉัยมาแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกเพียงกึ่งหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247?

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงตกแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · วิชัย วิวิตเสวี · พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายนรินทร์ ตงศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13129/2556

ธ. ซึ่งเป็นบุตรของ ก. และ ก. ตายพร้อมกัน ต่างไม่เป็นทายาทที่จะรับมรดกของกันและกัน เพราะในขณะที่บุคคลหนึ่งถึงแก่ความตายอีกบุคคลหนึ่งไม่มีสภาพบุคคลที่มีความสามารถที่จะมีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 15 และมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2562

คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และการพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5225/2561

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2561

เมื่องานที่โจทก์ทำให้จำเลยชำรุดบกพร่อง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังคงต้องวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2561

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้ก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้