Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6791/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับจัดสรรเป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกที่ล้วนเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างหน่วยงานกิจการในพระองค์ ถือเป็นกิจการภายในของส่วนราชการ มิได้มีวัตถุประสงค์จัดตั้งให้เป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีกฎหมายบังคับให้จดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 5 โดยงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักพระราชวังมีระเบียบใช้บังคับเป็นการเฉพาะ ดังนี้ กรณีที่เกิดความเสียหายแก่เงินที่ข้าราชการหรือลูกจ้างกิจการในพระองค์จัดส่งมาสำหรับใช้ในกิจการดังกล่าว สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนนี้ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าวได้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง และการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการสอบสวนและไต่สวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 2 พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 5

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147 และ 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 142 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 426 ปี 568 เดือน แต่ความผิดตามมาตรา 147 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 จำเลยทั้งสามกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุก 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 256 กระทง จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 123 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 1 ปี

รวม 134 กระทง จำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 133 กระทง ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 256 กระทง รวมจำคุก 2,048 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 2,052 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 123 กระทง รวมจำคุก 369 ปี 492 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 134 กระทง รวมจำคุก 1,072 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 369 ปี 1,564 เดือน จำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 133 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1,064 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความผิดกระทงที่หนักที่สุด ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับจำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการ เป็นพนักงานเอก ระดับ 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักพระราชวัง ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ชุดที่ 7 พ.ศ.2536 จำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมกำกับดูแลงานในฝ่ายสวัสดิการทั้งหมดให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ตลอดจนดูแลและปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการ จัดพิมพ์ เก็บรักษา ควบคุมการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่สมาชิกที่ชำระเงินผ่านกองคลัง

สำนักพระราชวัง และสมาชิกนอกราชการที่มาชำระเงินด้วยตนเองที่ฝ่ายสวัสดิการ รักษาเงินในบัญชี เงินฝากธนาคารให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2517 ระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง พ.ศ.2535 และระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 จำเลยที่ 2 รับราชการ เป็นพนักงานโท ระดับ 5 ทำหน้าที่งานเงินเดือน ค่าจ้าง และบำเหน็จบำนาญ กองคลัง ช่วยปฏิบัติงานหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักพระราชวัง และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการและรองเหรัญญิกในคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์

สำนักพระราชวัง ชุดที่ 7 พ.ศ.2536 ทำหน้าที่งานการเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ กับรับผิดชอบการรับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง จากสมาชิกและออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงินทุกครั้ง เมื่อสิ้นเวลารับเงิน ต้องนำเงินที่ได้รับพร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินที่จัดเก็บทั้งหมดส่งต่อเจ้าหน้าที่การเงิน แผนกการเงิน กองคลัง ในวันที่รับเงินตามระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 และตรวจสอบการรับส่งเงินเข้าบัญชีการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ของสำนักพระราชวัง รวม 10 หน่วยงาน จำเลยที่ 3 รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานในพระองค์ เป็นบุคลากร

ระดับ 5 ฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ ทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์ทำหน้าที่ลงการ์ด กับได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ทำหน้าที่รวบรวมเงินสมัครสมาชิกสงเคราะห์ราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ทำหนังสือถึงสมาชิก ทวงถามเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์และเงินอื่นที่ค้างชำระ ตามระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการแรกว่า สำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับจัดสรรเป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกที่ล้วนเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างหน่วยงานกิจการในพระองค์ ถือเป็นกิจการภายในของส่วนราชการ มิได้มีวัตถุประสงค์ จัดตั้งให้เป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องจดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 5 โดยงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักพระราชวังมีระเบียบใช้บังคับเป็นการเฉพาะ

ประกอบด้วยระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2517 ระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง พ.ศ.2535 และระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 ดังนี้ กรณีที่เกิดความเสียหายแก่เงินที่ข้าราชการหรือลูกจ้างกิจการในพระองค์จัดส่งมาสำหรับใช้ในกิจการดังกล่าว สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนนี้ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าวได้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง และการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นการสอบสวนและไต่สวนที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปว่า นายแก้วขวัญ มอบอำนาจให้นายจินตนา เป็นตัวแทนร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนายแก้วขวัญมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพระราชวัง มีอำนาจหน้าที่ดูแลรับผิดชอบบริหารราชการสำนักพระราชวังเทียบเท่าตำแหน่งปลัดกระทรวง เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับใช้เพื่อจัดสรรเป็นสวัสดิการแก่สมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการและลูกจ้างกิจการในพระองค์ โดยมีสำนักพระราชวังที่เป็นต้นสังกัดเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนดังกล่าว และฟังได้ว่าสำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายดังได้วินิจฉัยแล้ว

นายแก้วขวัญในฐานะเลขาธิการพระราชวังซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักพระราชวัง ย่อมมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ โดยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่จำต้องให้นายจินตนาผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อก็มีผลสมบูรณ์ ทั้งมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเพียงว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวน..." ดังนี้ การที่นายแก้วขวัญทำหนังสือมอบอำนาจให้นายจินตนาเป็นตัวแทนร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีในทางอาญา ย่อมสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังและการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงชอบด้วยกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยทุจริต และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตหรือไม่นั้น โจทก์มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการในพระองค์และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง และเป็นหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการควบคุมดูแลการรับชำระเงิน การออกใบเสร็จรับเงิน และเมื่อสิ้นเวลาการรับเงินจะต้องกำกับดูแลให้จำเลยที่ 2 นำส่งเงินที่ได้รับไว้พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินแก่กองคลังให้เป็นไปตามระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี

พ.ศ.2536 โดยครบถ้วน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 ยังยอมให้จำเลยที่ 3 ซึ่งไม่มีหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่นำส่งเงินฝ่ายสวัสดิการอีกหลายครั้ง ซึ่งเป็นการปฏิบัติในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่าจำเลยที่ 3 มีหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์และทำให้จำเลยที่ 3 ใช้โอกาสนั้นแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ที่โจทก์นำสืบมาไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นกับการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์แล้วไม่นำเงินส่งกองคลังในแต่ละครั้งที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทุจริตเบียดบังเงินไป

จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดเพียงกระทงเดียว หาใช่เป็นความผิด 256 กระทง โดยนับรวมจำนวนกระทงความผิดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำทุจริตเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ไป และโจทก์ยังมีหลักฐานยืนยันว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา 8,720 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำเงินดังกล่าวส่งกองคลัง อันเป็นการเบียดบังเงินดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 อีกกระทงหนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยทำหน้าที่ลงการ์ด

รวบรวมเงินสมัครสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ทวงถามเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์หรือเงินค้างชำระอื่น ไม่มีหน้าที่รับเงิน การฌาปนกิจสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ นำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง แต่ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์จากหน่วยงานต่าง ๆ หลายครั้งอย่างสม่ำเสมอ โดยปฏิบัติในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่น เชื่อว่าเป็นผู้มีหน้าที่รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์และเบียดบังเงินที่ตนได้รับมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ดังเห็นได้ว่า เมื่อกองคลัง สำนักพระราชวัง ตรวจพบว่า เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ นำส่งฝ่ายสวัสดิการเพื่อนำส่งกองคลังจำนวนหนึ่งสูญหายไป

จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับเงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ก็ยินยอมร่วมชดใช้เงินคืนด้วยเป็นเงิน 400,000 บาท มากกว่าส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพฤติการณ์ดังที่กล่าวมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำทุจริตด้วย จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 รวม 133 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 และมาตรา 171 ที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 จึงต้องให้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุก 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รังสรรค์ ดวงพัตรา · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · ชลิศร์ สวัสดิทัต
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นางสาววิภวา กิจดำรงวินิจกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.163/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อท ผ219/2559
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อท ผ161/2559
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2568

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของ ด. ผู้ตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568

การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยัง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้