คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334และคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธ และจำเลยยื่นคำร้องว่า กรณีเดียวกันนี้นางสาวอัมรา ธิติธรรมรักษา ผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 7345/2535 ซึ่งศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้อง จึงถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องย่อมระงับไประหว่างพิจารณานางสาวอัมรา ธิติธรรมรักษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของ จำเลยแล้ว เห็นว่า ผู้เสียหาย(โจทก์ร่วม) ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันนี้ และศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในหนังสือท้ายฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยนั้นจะถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องอันจะเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปได้หรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยนั้น ทนายโจทก์ในคดีดังกล่าวแถลงต่อศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องว่า
ไม่มีพยานมาสืบศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ (โจทก์ร่วม) ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของจำเลย จึงวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ (โจทก์ร่วม)ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)หาใช่เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 166 วรรคแรก ดังโจทก์ฎีกาไม่พิพากษายืน