เนื้อความคำพิพากษา
คดีที่ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ ๑ ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๒ นายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ที่ ๓ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทล้มละลาย โจทก์ทั้งสองได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและแจ้งต่อจำเลยที่ ๓ ในฐานะนายทะเบียน ส่วนจดทะเบียนบริษัทมหาชนและธุรกิจพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้จดชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ เป็นเหตุให้ชื่อโจทก์ทั้งสองปรากฏอยู่ในสารบบทะเบียนของบริษัทมหาชนจำกัดที่ล้มละลาย
ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจ และสูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการจดชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากทะเบียนของบริษัท
จ. จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยที่ ๓ ได้พิจารณาแล้วมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองว่า ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย บริษัทเป็นอันเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๑๕๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ทำให้สภาพการเป็นนิติบุคคลของบริษัทได้สิ้นสุดลง จึงไม่มีกรณีที่นายทะเบียนจะต้องรับจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัท ดังนี้ การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นนายทะเบียน มีหน้าที่ในการจดทะเบียน หรือแก้ไข เพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการบริษัท จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ
เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวร หรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน คำสั่งของจำเลยที่ ๓ ที่ไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕๔ (๒) ไม่ได้บัญญัติให้ดำเนินการเลิกบริษัทอย่างไร และปัจจุบันบริษัทยังคงสถานะการเป็นบริษัทมหาชนจำกัดอยู่
กรรมการบริษัทยังทำธุรกรรมและจัดการกิจการอื่นที่นอกเหนือจากการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินได้ การปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนของจำเลยที่ ๓ จึงทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๓ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากบริษัท จ. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ ๓ พิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสองใหม่ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวว่า เป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๓)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยพิจารณาคำขอให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ (๑) (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (ไม่มี -) - -