Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6825/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตตั้งแต่ในขณะที่ทำสัญญาร่วมดำเนินการกับโจทก์ โดยไม่เปิดเผยความจริงที่โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายเครื่องส่งโทรทัศน์สีตามสัญญาดังกล่าวซึ่งควรบอกให้แจ้งให้แก่ผู้ทำการแทนโจทก์ทราบ ก็เพื่อให้ผู้ทำการแทนโจทก์หลงเข้าใจผิดว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่าขายจากผู้ซื้ออันเป็น กรณีปกติของการค้า อันเป็นอุบายของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการหลอกลวง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินเครื่องส่งโทรทัศน์สีดังกล่าวจากโจทก์ ซึ่งเปลี่ยนสภาพเป็นสิทธิที่จะได้รับชำระเงินจำนวน 13,000,000 บาทเศษอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงมือกระทำต้องรับผิดเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองโดยทุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์การที่จำเลยทั้งสองปกปิดมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินที่ได้รับจาก ก. ให้แก่บุคคลที่สามก่อนแล้ว จึงทำสัญญาเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ในวันกระทำผิดซึ่งเป็นเวลาในภายหลัง เป็นเหตุได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์คือเครื่องส่งโทรทัศน์และเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงที่โจทก์ซื้อเป็นเงินรวมจำนวน 51,000,000 บาทเศษ ที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งตามสัญญาดังกล่าวพร้อมทั้งระบุสถานที่เกิดเหตุ คำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) และ (6) จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 กับโจทก์ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536 และทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 2 กับโจทก์ในวันที่ 10 เมษายน 2536โดยมีเจตนาฉ้อโกงมาแต่ต้นอันเป็นเจตนาแยกจากกันและต่างวาระกัน การกระทำจึงเป็นกรณีต่างกรรมต่างวาระกันแยกจากกัน 2 กรณี เป็นความผิด 2 กรรม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 83, 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 รวม 2 กระทงให้เรียงกระทงลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 6,000 บาทรวมเป็นเงิน 12,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปีรวมจำคุก 6 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และมีอำนาจลงนามและประทับตราของจำเลยที่ 1 ทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาร่วมดำเนินการรวม 2 ฉบับโดยฉบับที่ 1 จัดเตรียมการประมูลขายเครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบ 625 เส้นพร้อมอุปกรณ์จำนวน 1 เครื่อง ฉบับที่ 2จัดเตรียมการประมูลขายเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงระบบ เอฟ เอ็มพร้อมอุปกรณ์รวม 10 เครื่อง โดยประมูลขายต่อกรมประชาสัมพันธ์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประมูลได้ตลอดจนติดตั้งแล้ว จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดให้แก่บุคคลที่สาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ นายอาร์ เดวิด บราเทอร์สหรือมิสเตอร์โรแนลด์ เดวิด บราเทอร์ส ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ผู้หนึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าโจทก์โดยนายอาร์ เดวิด บราเทอร์สและนายคีธ อี เดอเบลเซอร์หรือมิสเตอร์เค.อี.เดอแบลเซอร์ลงนามแทนโจทก์ในสัญญาร่วมดำเนินการทั้งสองฉบับกับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามแทน สัญญาดังกล่าวทั้งสองฉบับมีตราทั้งสองฝ่ายประทับอยู่ด้วย สัญญาร่วมดำเนินการทั้งสองฉบับปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.44 ตามลำดับ ตามความในบทนำปรากฏว่าเป็นการจัดเตรียมและยื่นประมูลราคา แต่ตามคำนายจรินทร์ ชลานุชพงศ์ พยานโจทก์ผู้อำนวยการสาขาธนาคารไทยพาณิชย์

จำกัด สาขาสุรวงศ์ ปรากฏว่าธนาคารได้รับการติดต่อขอกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการติดตั้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุ ตามหลักฐานที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ทำโครงการขอสินเชื่อตามเอกสารหมาย จ.130 และได้ผ่านหลักฐานไปยังสำนักงานใหญ่เพื่ออนุมัติและได้รับอนุมัติแล้วตามเอกสารหมาย จ.131 โดยขอวงเงินสินเชื่อตามเอกสารหมาย จ.130โครงการอันดับ 3 "โครงการสถานีวิทยุและโทรทัศน์ 11 สถานีทั้งเนื้อหาและวงเงินตรงกับสัญญาร่วมดำเนินการทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ ทั้งตามคำนายจรินทร์ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องตามเอกสารหมาย จ.43 จริง เป็นการโอนสิทธิที่จะได้รับเงินตามสัญญาซื้อขายเครื่องส่งโทรทัศน์จังหวัดลำปางให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์

จำกัด เพื่อชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.130ซึ่งตรงกับการประมูลและขายเครื่องส่งโทรทัศน์สีพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กับโจทก์ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 และตามคำนายจรินทร์ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ยังได้โอนสิทธิเรียกร้องตามเอกสารหมาย จ.92 ถึง จ.101ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด อีกด้วย ซึ่งก็คือโอนสิทธิเรียกร้องที่ได้จากสัญญาขายเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็มให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ตามสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.47 ถึง จ.56 ซึ่งตรงกับการประมูลและขายเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็มพร้อมอุปกรณ์ที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กับโจทก์ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 2 ด้วย ตามคำนายจรินทร์ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ยังทำหนังสือมอบอำนาจให้ธนาคารไทยพาณิชย์

จำกัดเป็นผู้รับเงินทั้งหมดแต่ผู้เดียว และนายจรินทร์ในนามธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้ทำหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวต่อกรมประชาสัมพันธ์ลูกหนี้แห่งสิทธิแล้ว ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงหมดสิทธิที่จะรับเงินทั้งหมดตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องขายและติดตั้งเครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบ 625 เส้น ที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 โอนไปนั้นโอนเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 กับโจทก์เมื่อวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2536 จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิรับเงินตามสัญญาซื้อขายและติดตั้งเครื่องส่งโทรทัศน์ดังกล่าวแล้วนาน 2 เดือนเศษ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการย่อมต้องทราบ และถือว่าจำเลยที่ 1 ทราบถึงการหมดสิทธิที่จะรับเงินตามสัญญาซื้อขายนั้นด้วย แต่จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 ก็ยังทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 กับโจทก์ทั้ง

ๆ ที่ไม่มีสิทธิรับเงินและได้ความจากคำนายอาร์ เดวิด บราเทอร์ส ว่า โจทก์ดำเนินการจัดส่งเครื่องส่งโทรทัศน์สีระบบ 625 พร้อมอุปกรณ์ และดำเนินการในส่วนรับผิดชอบของโจทก์ครบถ้วนแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1ก็นำไปติดตั้งจนสำเร็จออกอากาศได้แล้ว แต่จำเลยที่ 1ก็ไม่ชำระเงินส่วนของโจทก์มีจำนวน 13,000,000 บาทเศษโดยนำเงินไปเข้าบัญชีตามหมายเลขบัญชีที่ตกลงกัน โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินเป็นคดีแพ่งจึงทราบถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ และหากโจทก์ทราบในขณะทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 โจทก์ก็จะไม่เข้าทำสัญญาดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำเงินส่วนที่โจทก์พึงได้รับตามสัญญาชำระให้แก่โจทก์

ย่อมแสดงว่า จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาทุจริตตั้งแต่ในขณะที่ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 กับโจทก์ โดยไม่เปิดเผยความจริงที่โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขายเครื่องส่งโทรทัศน์สีดังกล่าวซึ่งควรบอกให้แจ้งให้แก่ผู้ทำการแทนโจทก์ทราบก็เพื่อให้ผู้ทำการแทนโจทก์หลงเข้าใจผิดว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่าขายจากผู้ซื้ออันเป็นกรณีปกติของการค้าอันเป็นอุบายของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการหลอกลวงและโดยการหลอกลวงดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินเครื่องส่งโทรทัศน์สีดังกล่าวจากโจทก์ซึ่งเปลี่ยนสภาพเป็นสิทธิที่จะได้รับชำระเงินจำนวน 13,000,000บาทเศษ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงมือกระทำต้องรับผิดเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 สำหรับกรณีเครื่องวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟเอ็มพร้อมอุปกรณ์จำนวน 10 เครื่อง

ได้ความว่าจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 โอนสิทธิเรียกร้องการรับชำระเงินจากกรมประชาสัมพันธ์ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ในวันที่10 มีนาคม 2536 ในคราวเดียวกัน แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 2 กับโจทก์เมื่อวันที่ 10เมษายน 2536 ซึ่งโจทก์จะได้รับเงินในส่วนของโจทก์ตามสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 2 จำนวน 38,000,000 บาทเศษ แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินค่าขายจากกรมประชาสัมพันธ์อยู่แล้วก่อนจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นผู้กระทำผิดโดยนัยเดียวกันส่วนพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงก็ไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองโดยสุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ การปกปิดมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินที่ได้รับจากกรมประชาสัมพันธ์ให้แก่บุคคลที่สามก่อนแล้วจึงทำสัญญาเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ในวันกระทำผิดซึ่งเป็นเวลาในภายหลัง เป็นเหตุได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์คือเครื่องส่งโทรทัศน์และเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงที่โจทก์ซื้อเป็นเงินรวมจำนวน 51,000,000 บาทเศษ ที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งตามสัญญาดังกล่าว พร้อมทั้งระบุสถานที่เกิดเหตุคำฟ้องของโจทก์จึงครบองค์ประกอบฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) และ (6)

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวก็ไม่เป็นความจริง เพราะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 1 กับโจทก์ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2536และทำสัญญาร่วมดำเนินการฉบับที่ 2 กับโจทก์ในวันที่ 10 เมษายน2536 โดยมีเจตนาฉ้อโกงมาแต่ต้นอันเป็นเจตนาแยกจากกันและต่างวาระกัน การกระทำจึงเป็นกรณีต่างกรรมต่างวาระกันแยกจากกัน 2 กรณี เป็นความผิด 2 กรรม

อนึ่ง เกี่ยวกับค่าปรับนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ปรับแก่กรณี แต่จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลซึ่งโดยสภาพไม่อาจกักขังแทนค่าปรับได้ จึงสมควรระบุให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับไม่บังคับโดยการกักขังแทนค่าปรับ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่เฉพาะจำเลยที่ 1 หากไม่ชำระค่าปรับไม่บังคับโดยกักขังแทนค่าปรับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิธี อุปปาติก · สมปอง เสนเนียม · มงคล คุปต์กาญจนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้