Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 683/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ที่มิใช่เจ้าของที่ดิน ทำหนังสือสัญญาโอนขายที่ดินมือเปล่าที่อำเภอ แม้ผู้ซื้อจะได้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริต ก็ไม่ได้สิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299,1300ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่าโจทก์ได้มอบให้จำเลยที่ 1 ดูแลจัดให้คนเช่าจำเลยที่ 1 เอาที่พิพาทนั้นไปโอนขายให้แก่จำเลยที่2 โดยทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอ จำเลยที่ 2 รับโอนไว้โดยสุจริต ดังนี้ แม้จะได้ความต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองที่พิพาทนั้นมาเกินกว่า 1 ปีแล้วก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็คงได้สิทธิไปเพียงเท่าที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ คือ มีฐานะเป็นผู้ยึดถือที่พิพาทแทนโจทก์สืบต่อจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น จะถือว่าจำเลยที่ 2 แย่งการครอบครองจากโจทก์ยังไม่ได้ จนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับซื้อฝากที่ดินนาฟางพิพาทจากจำเลยที่ 1เป็นเงิน 8,000 บาท ครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ที่ดินตกเป็นของโจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาปลายเดือนพฤษภาคม 2502 จำเลยที่ 2 และบริวารได้บุกรุกเข้ายึดถือครอบครองและทำนาของโจทก์ทั้งแปลง โจทก์ห้ามจำเลยไม่ฟัง โจทก์ได้ร้องต่ออำเภอ จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า ได้ซื้อที่นาแปลงนี้จากจำเลยที่ 1 โดยทำนิติกรรมซื้อขายกันที่อำเภอ จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และขอให้ทำลายนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,000 บาทจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยได้ขายฝากที่ดินแก่โจทก์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 รายที่โจทก์ฟ้อง ครั้งที่ 2 ตราจองเลขที่ 1099 พร้อมห้องแถวเป็นเงิน 30,000 บาท

จดทะเบียน ณ หอทะเบียนที่ดินจังหวัดพิจิตร ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยไถ่ถอนการขายฝากทั้ง 2 ราย จำเลยไปหาเงินที่นายเอนก เอาที่ดินและห้องแถวขายฝากต่อให้นายเอนกเป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยได้ชำระเงิน 40,000 บาทให้โจทก์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2498 เป็นการไถ่ถอนการขายฝากทั้ง 2 รายเจ้าพนักงานได้แก้ทะเบียนไถ่ถอนและทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดกับห้องแถวให้นายเอนกในวันนั้นเอง ส่วนการไถ่ถอนการขายฝากที่นาโจทก์รับรองว่าจะไปไถ่ถอนต่ออำเภอตะพานหิน ครั้นไปถึงก็หมดเวลาอำเภอปิดทำการ โจทก์ว่าอีก 2 วันมาใหม่ ถึงกำหนดจำเลยไปตามนัดแต่โจทก์ไปกรุงเทพฯ แต่โจทก์รับรองว่าจะจัดการไถ่ถอนฝ่ายเดียวเองจำเลยหลงเชื่อ จึงมิได้ติดต่อกับโจทก์อีก

จำเลยได้ครอบครองนาพิพาทอย่างเจ้าของตามเดิม และได้โอนขายให้จำเลยที่ 2 ณ ที่ว่าการอำเภอตะพานหิน โดยสุจริตจำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยไม่ได้บุกรุกที่ของโจทก์ ที่ของโจทก์อยู่ที่ไหน จำเลยไม่ทราบ จำเลยรับซื้อไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตไม่ทราบการซื้อขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาก่อนศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ไถ่การขายฝากที่นาพิพาทจากโจทก์ และวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ก็ย่อมไม่มีอำนาจโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 2 จะได้รับโอนทางทะเบียนโดยสุจริตก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้สิทธิในที่ดินทั้งโจทก์ก็ไม่ได้สละละทิ้งที่นาพิพาทเลย เรื่องค่าเสียหาย โจทก์สืบไม่ถึงว่าเสียหายอย่างใด

พิพากษาขับไล่จำเลยที่ 2 และบริวารและให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองที่นาพิพาทโดยสงบเปิดเผยอย่างเป็นเจ้าของแต่ พ.ศ. 2500 ตลอดมา โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องโจทก์ฟ้องเมื่อ 29 เมษายน 2503 เกิน 1 ปี ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้สิทธิครอบครองแล้ว โจทก์หมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังว่า โจทก์รับซื้อฝากนาพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ครบกำหนดไถ่การขายฝาก จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ โจทก์ได้มอบให้จำเลยที่ 1 ดูแลจัดให้คนเช่า เดือนมีนาคม 2500 จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่พิพาทให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 16,000 บาท จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ก็ตกลงรับซื้อ

ได้ทำสัญญาวางมัดจำไว้ 3,000 บาท ตกลงกันว่าให้ทำนาพิพาทให้เตียนหมดเสียก่อนจึงจะโอนกัน จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2501 ได้ทำนาพิพาทเตียนหมด จำเลยที่ 1 จึงขอให้เจ้าพนักงานออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วประกาศขายให้จำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานได้ทำการรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และได้ประกาศขายไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงได้ทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอตะพานหิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2501 จำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาครบถ้วนในวันทำสัญญา การที่จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองที่นาพิพาทนี้ โจทก์ทราบแต่ พ.ศ. 2501 แต่เข้าใจว่าจำเลยที่ 2เข้าครอบครองโดยเช่าจากจำเลยที่ 1 ต่อมาพ.ศ. 2502 โจทก์จึงทราบจากอำเภอตะพานหินว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่นาพิพาทจากจำเลยที่ 1 วันที่ 2 ตุลาคม 2502

โจทก์ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอตะพานหินหาว่าจำเลยที่ 2 บุกรุกที่นาพิพาท จำเลยที่ 2 อ้างว่าซื้อจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2503ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300เป็นเรื่องผู้โอนมีชื่อในทะเบียน เช่น โฉนดตราจอง เมื่อผู้รับโอนเห็นผู้โอนมีชื่อในทะเบียนก็ย่อมเข้าใจว่าผู้โอนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ถึงแม้ความจริงผู้โอนจะไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ดี ถ้าผู้รับโอนได้รับโอนโดยมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต ผู้รับโอนย่อมได้กรรมสิทธิ์ทั้งนี้ เพราะกฎหมายถือทะเบียนเป็นสำคัญเป็นข้อยกเว้นหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน แต่สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่นาพิพาทเป็นของโจทก์

เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ไถ่การขายฝากแม้ที่นาพิพาทจะเคยเป็นของจำเลยที่ 1 มาก่อน แต่ที่นาพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า และจำเลยที่ 1 ก็ไม่เคยมีชื่อในทะเบียน จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ดูแลให้คนเช่าแทนโจทก์ จึงนำมาตรา 1300 มาใช้บังคับในกรณีนี้มิได้ ต้องบังคับตามหลักทั่วไป คือ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนไม่ใช่เจ้าของที่นาพิพาทถึงแม้จำเลยที่ 2 จะได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนก็ไม่ได้สิทธิ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนได้ครอบครองที่นาพิพาทมาเกินกว่า 1 ปี แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนเป็นเพียงผู้ครอบครองที่นาพิพาทแทนโจทก์จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนย่อมได้สิทธิไปเพียงเท่าที่จำเลยที่ 1 มีอยู่คือมีฐานะเป็นผู้ยึดถือที่นาพิพาทแทนโจทก์สืบต่อจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น จะถือว่าจำเลยที่ 2 แย่งการครอบครองจากโจทก์ไม่ได้จนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1380 ข้อเท็จจริงได้ความว่า

โจทก์ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอตะพานหินเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2502 ว่าจำเลยบุกรุกที่พิพาท อำเภอสอบถามจำเลยในวันนั้น จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าได้ซื้อจากจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงไม่ได้ความเลยว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกกล่าวแก่โจทก์ หรือแสดงต่อโจทก์ว่าจะไม่ยึดถือที่นาพิพาทแทนโจทก์นอกจากไปแสดงที่อำเภอดังกล่าวแล้ว เมื่อนับแต่วันที่จำเลยไปให้การต่ออำเภอ คือเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2502 จนถึงวันโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2503 ยังไม่เกิน 1 ปี โจทก์จึงยังไม่หมดสิทธิฟ้องร้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวิง ลัดพลี · สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้