Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2510 (เลขอ้างอิง 68676)

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อำนาจที่จะดูแลรักษาทีสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือนัยหนึ่งที่สาธารณประโยชน์ เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 มาตรา 40 วรรค 3 อำนาจฟ้องคดีจึงตกอยุ่แก่นายอำเภอ ความในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 หมายถึงที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นให้เป็นอำนาจของอธิบดีที่จะดูแลรักษา และดำเนินการคุ้มครองป้องกัน และให้รัฐมนตรีมีอำนาจมอบหมายให้ทะบวงการใดเป็นฝู้ใช้อำนาจดังกล่าวนั้นได้ แต่ในเรื่องที่สาธารณประโยชน์อันเป็นของกลางสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ที่ชายตลิ่งซึ่งราษฎรทั่วไปใช้จอดเรือขึ้นสู่ถนน ได้มีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 122 บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว คือ ให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอ และต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 มาตรา 40 วรรค 3 จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ยกเลิกเพิกถอนอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอซึ่งมีอยู่ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มอบหมายให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินทั้งหลาย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดิน ภายในเขตเทศบาล จึงหาได้เคลือบคลุมไปถึงที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามที่เป็นอำนาจหน้าที่ดูแลจัดการของนายอำเภออยู่แล้วไม่ อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวแก่ความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะไม่ให้การต่อสู้ไว้แต่แรก ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (อ้างฎีกาที่ 153/2498, 1277/2503, 227-229/2504)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 122 ป.ที่ดิน มาตรา 8 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 142

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและบริวารได้ปลูกสร้างอาคารลงในที่สาธาณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนโรงเรือนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท และห้ามเกี่ยวข้อง นายก้ำฮุ้งจำเลยให้การว่า ที่พิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นที่ซึ่งจำเลยครอบครองถือกรรมสิทธิ์มา ๓๐ ปีเศษ อำเภอเมืองได้จดแจ้งการครอบครองที่พิพาทและออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยถูกต้องกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจสั่งแก้ทะเบียนและเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ขอให้ยกฟ้อง นายแฉ่ง นายแดง และนางสออุ่น ให้การว่า ทีโจทก์กล่าวว่าที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่าขัดกับความจริง ที่พิพาทไม่เป็นสาธารณนสมบัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดบอกล้างกรรมสิทธิ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยอยู่ในที่พิพาทมานานแล้ว โจทก์พึ่งฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง นายบัญญัติจำเลยให้การว่า ซื้อที่มาจากนายก้ำฮุ้ง และครอบครองมาแต่ พ.ศ. ๒๔๙๖ ไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยครอบครองติดต่อมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ และประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยได้สิทธิตามกฎหมาย กฎหมายดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังบังคับแก่จำเลย คำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้เพิกถอนทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนายก้ำฮุ้งไม่มีสิทธิครอบครองมาแต่ต้น จำเลยอื่นย่อมไม่มีสิทธิดีกว่านายก้ำฮุ้งผู้โอนให้จำเลยและบริวารรื้อถอนโรงเรือนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาทและไปจากริมแม่น้ำกระบี่ ห้ามเกี่ยวข้องกับที่พิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่ชายตลิ่ง เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ซึ่งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอจะต้องคอยตรวจตรารักษา มิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลเมืองกระบี่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาทั้ง ๗ สำนวน ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายก้ำฮุ้งจำเลยตาย โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกนางหยุ่ง จิตต์แจ้ง ภรรยานายก้ำฮุ้งเข้ามาเป็นจำเลยแทน นางหยุ่งไม่คัดค้าน ศาลอนุญาต

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นที่ของทางราชการในส่วนราขการของจังหวัด ประชาชนใช้เป็นที่จอดเรือขึ้นสู่ถนน เป็นที่ชายตลิ่งริมแม่น้ำกระบี่ ปัญหาว่าเทศบาลเมืองกระบี่จะมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า อำนาจที่จะดูแลรักษาที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือนัยหนึ่งที่สาธารณประโยชน์ เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๙๕ มาตรา ๔๐ วรรค ๓ อำนาจฟ้องคดีจึงตกอยู่แก่นายอำเภอดังนัยฎีกาที่ ๑๕๓/๒๔๙๘, ๑๒๗๗/๒๕๐๓ และ ๒๒๗-๒๒๙/๒๕๐๔ ทีโจทก์ฎีกาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยที่ ๘๙๐/๒๔๙๘ ให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตเทศบาล โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

โจทก์จึงมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า ความในประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๘ หมายถึงที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินทั่ว ๆ ไป ซึ่งถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้เป็นอำนาจของอธิบดีที่จะดูแลรักษา และดำเนินการคุ้มครองป้องกัน และให้รัฐมนตรีมีอำนาจมอบหมายให้ทะบวงการใดเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวนั้นได้แต่ในเรื่องที่สาธารณประโยชน์อันเป็นของกลางสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ที่ชายตลิ่งซึ่งราษฎรทั่วไปใช้จอดเรือขึ้นสู่ถนน ได้มีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว คือให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอ และต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

พ.ศ.๒๔๙๕ มาตรา ๔๐ วรรค ๓ จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายที่ดินมิได้ยกเลิกเพิกถอนอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอซึงมีอยู่ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ ประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มอบหมายให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดิน ภายในเขตเทศบาล จึงหาได้ครอบคลุมไปถึงที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามที่เป็นอำนาจหน้าที่ดูแลจัดการของนายอำเภออยู่แล้วไม่ ทีโจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ยกข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องมาพิพากษายกฟ้องโจทก์ยังไม่ชอบ เพราะจำเลยมิได้ให้การต่อสู้และมิได้นำสืบให้ได้ความชัดว่าเพราะเหตุใดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

เห็นว่า นายบัญญัติจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๖/๒๕๐๘ ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีทั้ง ๗ สำนวนนี้ได้พิจารณาพิพากษารวมกัน ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวแก่ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ให้การต่อสู้ไว้แต่แรก ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยง เหลืองรังษี · นิคม ชัยอาญา · ถาวร หุตะโกวิท
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกระบี่ - นายพิศิษฐ์ เทศะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2510 (เลขอ้างอิง 34621)

อำนาจที่จะดูแลรักษาที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือนัยหนึ่งที่สาธารณประโยชน์ เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 40 วรรคสาม อำนาจฟ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2566 (เลขอ้างอิง 691966)

ขณะยื่นคําฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้