Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 เป็นกรณีที่ใช้บังคับได้แต่เฉพาะแก่ทรัพย์สินธรรมดาสำหรับทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์นั้นต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งได้บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษในเรื่องกรรมสิทธิ์และการโอนที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินธรรมดามาใช้บังคับไม่ได้ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่อง ทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ ดังนั้น โจทก์จะ ยกเรื่องการแย่งการครอบครองขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้ง ในเรื่องที่วัดไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 1375 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนมีใจความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 17 ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 75 สารบบเล่ม 1 หน้า 42 เมื่อวันที่3 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปตัดฟันไม้ขุดดิน ฝังเสาปูนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นแนวยาวจากทางด้านทิศเหนือไปจดทิศใต้เพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่ฝังเสาปูนกั้นเป็นแนวไว้นั้นเป็นของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ และ 6 ไร่ ตามลำดับโจทก์ทั้งสองได้ห้ามปรามจำเลยทั้งสองและให้รื้อถอนเสาออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและโต้แย้งว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาปูนออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป และขอให้สั่งว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งในสำนวนแรกว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ดังฟ้อง ในการรังวัดขอออกโฉนดโจทก์ที่ 1 ได้เลื่อนตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินบุกรุกเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองได้ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1ห้ามโจทก์ที่ 1 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยที่ 1อีกต่อไปจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2มิได้เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องแต่อย่างใด ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1ห้ามโจทก์ที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไปจำเลยที่ 2 ให้การทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนในการสำรวจเขตวัดจำเลยที่ 1 แต่ได้แต่งตั้งผู้มีชื่อรวม 4 คน เป็นตัวแทนการแต่งตั้งนั้นจำเลยที่ 2 ได้กระทำในฐานะเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว

โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ในการสำรวจเขตที่ดินของวัดจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามฟ้องเพียงผู้เดียว หากที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 1 ก็ถูกแย่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปีแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งโจทก์ที่ 2 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 2 ได้ซื้อที่พิพาทมาจากผู้ที่มีชื่อโดยจดทะเบียนการโอนโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย และครอบครองมาประมาณ 29 ปีแล้ว

จำเลยที่ 1 ไม่เคยครอบครองหรือโต้แย้งการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินจึงชอบด้วยกฎหมาย หากที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ถูกแย่งการครอบครองไปเกินกว่า 1 ปีแล้วย่อมไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่พิพาททั้งสองสำนวน ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละสำนวนไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

โจทก์ทั้งสองฎีกาได้เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และที่พิพาทระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาพระบาทซึ่งเป็นของวัดจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นวัดในพระพุทธศาสนา ซึ่งตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2436 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่พ.ศ. 2462

โจทก์ทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375มาเป็นข้อพิจารณาประกอบบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 34 เป็นการนำเอาบทกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีมาพิจารณาเป็นการไม่ชอบ โดยในประเด็นที่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่นั้นเป็นเรื่องการได้มาซึ่งสิทธิโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 ย่อมเสียสิทธิไปด้วย อายุความฟ้องร้องตามประเด็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 163 จึงจะนำบทกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีมาพิจารณาไม่ได้ เห็นว่า ที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาพระบาทซึ่งเป็นของวัดจำเลยที่ 1ที่พิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่วัด

การที่โจทก์ทั้งสองอ้างการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375นั้นเป็นกรณีที่ใช้บังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินธรรมดา สำหรับทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์นั้นต้องใช้บังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งได้บัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษในเรื่องกรรมสิทธิ์และการโอนที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ จะนำบทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินธรรมดามาใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. 2505 มาตรา 34 บัญญัติว่า ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติและห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะยกเรื่องอายุความขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้งในเรื่องที่วัดหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ · ประสิทธิ์ แสนศิริ · ชลอ ทองแย้ม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3685/2562

คดีก่อนที่ ช. ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ช. หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทมิใช่ของ ช. ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ช. ถึงแก่ความตาย จำเลยขอเข้าเป็นคู่ค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปล้อมรั้วและรื้อบ้านของโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์ห้ามปรามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ฟัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560

คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน ประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ฎีกาของจำเลยและจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2558

ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2519 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจาก ค. และเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2525 ยังอยู่ภายในกำหนด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15710/2558

โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีประการแรกว่า วัด ช. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์ เพียงแต่วัด ช. จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของแทน กับประการที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 2…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้